
'ฐิติกร'โตต่อ
บงกชรัตน์ สร้อยทองปี2560 อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์น่าจะกลับมาฟื้นตัวขึ้น หลังผลกระทบจากนโยบายรถคันแรกหมดลง เช่นเดียวกับบริษัท ฐิติกร (TK) ที่ปีนี้ยังเติบโตต่อเนื่อง
บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ปี2560 อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์น่าจะกลับมาฟื้นตัวขึ้น หลังผลกระทบจากนโยบายรถคันแรกหมดลง เช่นเดียวกับบริษัท ฐิติกร (TK) ที่ปีนี้ยังเติบโตต่อเนื่อง
"ประพล พรประภา" กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ TK กล่าวว่า ปีนี้การเติบโตของบริษัทจะดีจากหลายปัจจัยประกอบกัน ตั้งแต่การเติบโตของยอดซื้อรถใหม่รถจักรยานยนต์และรถยนต์กลับมาโตอย่างชัดเจน รวมถึงการส่งออกที่ยังดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่ากำลังซื้อได้กลับมาดีต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากราคาสินค้าการเกษตรปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตามราคาน้ำมันที่ยังขยับขึ้น ทั้งยางพาราที่ขึ้นมา 60-70 บาท/กิโลกรัม ปริมาณข้าวก็เพิ่ม เมื่อราคามากับปริมาณที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ภาคการเกษตรมีการขยับขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงเพราะจะเห็นชัดเจนว่า เดือน พ.ค. ราคาสินค้าการเกษตรเริ่มตกลงประกอบกับมองว่ารายได้เกษตรในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสที่จะบวกน้อย เพราะครึ่งปีหลังผลผลิตการเกษตรน่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเกือบทุกส่วนของเกษตร เพราะฝนตกดีผลผลิตการเกษตรน่าจะออกมาดี แต่เรื่องราคาอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อไป เพราะยังไม่แน่ใจว่าการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร
"ครึ่งปีแรกเห็นชัดว่ากำลังซื้อจากต่างจังหวัดกลับมาชัดเจน เพราะภัยแล้งหายไปจากปีที่แล้ว สินค้าการเกษตรราคาดีแต่อาจจะไม่ได้ดีมาก ผลผลิตที่ออกมาทำให้รายได้ดีขึ้น แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันเริ่มตกลงมา ซึ่งก็ต้องดูว่าครึ่งปีหลังรัฐบาลจะมีงบกระตุ้นอะไรพิเศษออกมาระยะสั้นหรือไม่ ส่วนโครงการขนาดใหญ่ยังเห็นช้า ไม่เกิดเร็ว แต่ถ้าเกิดจะส่งผลดีไปหลายระบบและต่อเนื่องไปหลายปี"
แต่ที่น่ากังวล คือ ถ้าค่าเงินบาทแข็งค่ามากก็มีผลต่อกำไรผู้ส่งออกได้ ซึ่งก็มีผลต่อกลุ่มโรงงานที่บริษัทมีเกณฑ์ในการระวังปกติ ขณะนี้ยังมองว่าทุกอย่างยังไปได้ด้วยดี
เบื้องต้นคาดว่าครึ่งปีหลังไตรมาส 3 ธุรกิจอาจจะชะลอตัว ซึ่งปกติก็เป็นช่วงฤดูกาลของธุรกิจ เพราะเป็นฤดูเพาะปลูกซึ่งกำลังซื้อจะลดลงอยู่แล้ว ซึ่งกำลังซื้อโดยรวมน่าจะกลับมาดีอีกครั้งในไตรมาส 4 หลังมีพระราชพิธีไว้อาลัยในเดือน ต.ค.ไปแล้ว
เหตุการณ์ล่าสุด คือ น้ำท่วมที่ภาคอีสานไม่กระทบต่อบริษัทแต่อย่างใดทั้ง กำลังซืื้อ เพราะมีลูกค้าแถบพื้นที่ จ.สกลนคร และใกล้เคียงเล็กน้อย อีกทั้งยังเป็นน้ำท่วมที่ไม่ผลกระทบหนักเท่ากับปี 2554 ที่เป็นน้ำท่วมใหญ่ และยังเป็นภัยน้ำท่วมที่เกิดในช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจ
"ปกติภัยธรรมชาติ หรือปัจจัยลบที่จะมีผลกระทบกับบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องภาวะแห้งแล้งมากกว่ากรณีน้ำท่วม เนื่องจากไม่มีผลผลิตออกมาจะกระทบต่อรายได้ ภาวะกำลังซื้อและใช้จ่ายประชาชนมากกว่า" ประพล กล่าว
ทั้งนี้ รอดูสถานการณ์เรื่องกำลังซื้อเพราะราคาสินค้าการเกษตรลดลงเป็นครั้งแรกหลังดีขึ้นมาตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามภาวะราคาน้ำมันที่ลดลงทั่วโลก อีกทั้งต้องรอดูกำลังซื้อว่าจะฟื้นตัวหลังจากผ่านวันพระราชพิธีวันที่ 26 ต.ค.ไปแล้วว่าจะเป็นอย่างไร และคอยดูว่าจะเกิดภาวะน้ำท่วมระยะยาวหรือไม่ จึงกลับมาประเมินว่าจะเพิ่มเป้าการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อที่เพิ่งปรับขึ้นเป็นเติบโต 10% หลังประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกออกมา จากเดิมมองว่าเติบโตเพียง 5% ซึ่งพอร์ตสินเชื่อบริษัท โดยสิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 8,051 ล้านบาท เมื่อเทียบสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 7,724 ล้านบาท และเทียบกับการเติบโตพอร์ตสินเชื่อปีก่อนที่ 6%
อย่างไรก็ดี หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ในระดับ 4.6% เท่านั้น เทียบกับปีที่ผ่านมาอยู่ที่กว่า 5% โดยทั้งปีคาดว่าจะรักษาอยู่ที่ระดับกว่า 4% ได้ และไม่ต้องห่วงสภาพคล่องของบริษัท เพราะปัจจุบันมีหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) อยู่ที่ 0.9 เท่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับฐานทุนที่มีอยู่กว่า 4,000 ล้านบาท
"ประพล" กล่าวว่า ช่วง 3 ปีนี้การขยายงานในต่างประเทศจะมีอัตราที่เร่งมากขึ้น เพราะเป็นการเติบโตจากฐานที่ต่ำ โดยแผนระยะยาวปี 2563 จะต้องมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้ได้ 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.4% และในประเทศที่ 97.6% โดยสิ้นปีนี้กัมพูชาจะเพิ่มเป็น 6 สาขา โดยการเปิดในปีนี้ 3 สาขา ขณะที่ สปป.ลาวต้องรอให้แบงก์ชาติอนุมัติก่อน จากปัจจุบันมีเพียง 1 สาขา และคาดว่าก่อนสิ้นปีนี้จะเริ่มขยายไปสู่การเปิดสาขาในกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ได้อีก 1 แห่ง
"โอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศยังมีอีกมาก เพราะรายได้ต่อหัวต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของต่างประเทศยังน้อย โอกาสที่มีความจำเป็นในรถจักรยานยนต์ยังมีอยู่มากกว่าเมืองไทย อีกทั้งคนไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากกว่า การใช้รถยนต์จึงมากกว่า ซึ่งปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ของ TK เหลือเพียง 8% เท่านั้น เป็นพอร์ตสินเชื่อรถจักรยานยนต์ถึง 92%" ประพล กล่าว
นอกจากนั้น เอ็นพีแอลของกัมพูชาและลาวรวมกันไม่เกินเพียง 1% น้อยมากเมื่อเทียบกับไทยที่หนี้ครัวเรือนยังเป็นตัวดำอยู่ถึง 80% ของจีดีพี







