
ญี่ปุ่นลุยบจ.ไทย 91%
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ณ เดือน พ.ค. 2560 มีนักลงทุนญี่ปุ่นถือครองหุ้นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งหมด 608 แห่ง คิดเป็นมูลค่า 3.1 แสนล้านบาท หรือ 91% ของ บจ.ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีทั้งหมด 665 แห่ง เพิ่มขึ้นจากเดือน เม.ย. 2555 ที่มีนักลงทุนญี่ปุ่นมาลงทุนในหุ้น บจ.ไทยทั้งหมด 483 แห่ง มูลค่า 5.5 หมื่นล้านบาท หรือ 89% จากจำนวน บจ.ทั้งหมด 545 แห่ง
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ณ เดือน พ.ค. 2560 มีนักลงทุนญี่ปุ่นถือครองหุ้นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งหมด 608 แห่ง คิดเป็นมูลค่า 3.1 แสนล้านบาท หรือ 91% ของ บจ.ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีทั้งหมด 665 แห่ง เพิ่มขึ้นจากเดือน เม.ย. 2555 ที่มีนักลงทุนญี่ปุ่นมาลงทุนในหุ้น บจ.ไทยทั้งหมด 483 แห่ง มูลค่า 5.5 หมื่นล้านบาท หรือ 89% จากจำนวน บจ.ทั้งหมด 545 แห่ง
สถิติ 5 ปีย้อนหลัง คือตั้งแต่ปี 2555 ค่าเฉลี่ยการถือครองหุ้น บจ.ไทยสูงในระดับ 85-92% เทียบ บจ.ทั้งหมดในตลาดหุ้น พร้อมมูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ
ตลอดปี 2555-2560 นักลงทุนญี่ปุ่นถือหุ้นใน บจ.ไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปีประมาณ 31.65% คิดเป็นมูลค่าการลงทุนเดือน พ.ค. 2560 ถึง 3.1 แสนล้านบาท สูงขึ้น 463.6% เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่อยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท และพบว่า 70% ของเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวเป็นการเข้ามาถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยาของกลุ่มเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG)
ข้อมูลจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ธนาคารโตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เข้ามาซื้อหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา 25.33% จากจีอี แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง คอร์ปอเรชั่น เมื่อปี 2556 ณ ขณะนั้นธนาคารกรุงศรีอยุธยามีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 1.85 แสนล้านบาท จากราคาหุ้นที่ 30.50 บาท
เดือน ม.ค. 2558 ธนาคารกรุงศรีอยุธยาควบรวมกิจการธนาคารโตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ สาขากรุงเทพฯ เข้ามาด้วย การเพิ่มทุนชำระแล้วของธนาคารกรุงศรีอยุธยาจาก 6 หมื่นล้านบาท เป็นกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท
ล่าสุดเดือน มี.ค. 2560 ธนาคารโตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยา 76.88% มาร์เก็ตแคป 2.66 แสนล้านบาท ราคาหุ้นที่ 36.25 บาท
นอกจากนั้น ยังพบว่า บจ.ไทย 16 แห่ง มีนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาถือหุ้นมากกว่า 25% และ 4 แห่ง นักลงทุนญี่ปุ่นถือหุ้นมากกว่า 50%
ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย 5 เดือนแรกปีนี้ หากเทียบกับสิ้นปี 2559 ถือว่าเพิ่มขึ้นเพียง 4% คิดเป็นการเพิ่มขึ้นของจำนวนบริษัทเพียง 2%
เมื่อเดือน ก.พ. 2560 อาซาฮีกลาส ญี่ปุ่นได้ซื้อหุ้น 59% มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ของบริษัท วีนิไทย หรือ VNT จากกลุ่มโซลเวย์ ส่งผลให้กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดในปัจจุบัน
VNT เป็นผู้ผลิตพีวีซี หรือโพลี ไวนิลคลอไรด์ รายใหญ่อันดับ 2 ของไทย ครองส่วนแบ่งตลาด 30%
ปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา วุฒิชัย เศรษฐบุตร กรรมการ บริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง (GEL) แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ว่า จะจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตและจำหน่ายเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงโดยใช้แรงเหวี่ยง (Spun Pile) โดยการร่วมทุนกับบริษัท นิปปอน คอนกรีต อินดัสตรีส์ (NC) ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำที่ประกอบธุรกิจผลิตเสาเข็มและ Spun Pile มายาวนานในประเทศญี่ปุ่น
NC เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อีกทั้งยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูงในธุรกิจนี้ โดยบริษัทย่อยที่จะเข้าร่วมลงทุนในครั้งนี้ มีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้นประมาณ 600 ล้านบาท
สิทธิพร รัตนาภรณ์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ (JSP) บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาทุนญี่ปุ่นร่วมพัฒนาแนวราบที่จะมีความชัดเจนภายในปีนี้
ก่อนหน้านี้มีบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นเข้ามาร่วมลงทุนกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยหลายราย เช่น บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) ร่วมกับ มิตซูบิชิ เรียลเอสเตท บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กับบริษัท มิตซุย ฟูโดซัง เรสซิเด็นเชียล บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ กับบริษัท ฮันคิว เรียลตี้ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กับ บริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ และยังมีบริษัทญี่ปุ่นอีก 5-10 ราย สนใจเข้าร่วมทุนกับบริษัทไทย







