
จะที่ไหนก็ไม่สำคัญ
เรื่อง : โยโมทาโร่ ภาพ : เอพี เอเอฟพี สัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนบ้าน ที่นานๆ จะได้มีจังหวะได้เจอกันหน้าห้องสักที เจอกันคราวนี้พร้อมกระเป๋าใบใหญ่หลายใบคล้ายจะย้ายบ้าน มากกว่าเดินทางไปต่างประเทศ
เรื่อง : โยโมทาโร่ ภาพ : เอพี เอเอฟพี
สัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนบ้าน ที่นานๆ จะได้มีจังหวะได้เจอกันหน้าห้องสักที เจอกันคราวนี้พร้อมกระเป๋าใบใหญ่หลายใบคล้ายจะย้ายบ้าน มากกว่าเดินทางไปต่างประเทศ
ต่อมเผือกเริ่มทำงาน ผมถามไปว่าจะไปไหนกันเหรอครับ เพื่อนบ้านแสนดีบอกว่าขนของไปอยู่บ้านใหม่ แต่ห้องคอนโดมิเนียมนี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม
คุยไปคุยมาก็พอจับใจความได้ว่าบ้านที่ใหญ่กว่าเดิม ส่วนห้องนี้จะอาศัยนอนแค่วันจันทร์ถึงพฤหัสบดี วันที่ต้องเดินทางไปทำงานเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงแค่ห้องนี้ห้องเดียวที่ผมทราบมาว่าซื้อหรือเปลี่ยนคอนโดเป็นแค่ห้องพักนอนในช่วงที่ต้องทำงานในตัวเมือง เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว การที่เราอยู่คอนโดนั้น แทบจะทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากกิน นอน หาความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ เช่น ดูหนังฟังเพลง ปลูกต้นไม้ไม่ได้ มีสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่ก็อยู่ลำบาก และอาจจะสร้างความรำคาญให้เพื่อนบ้าน
จึงไม่แปลกใจว่าทำไมหลายๆ คนที่พอจะมีทุนทรัพย์เลือกที่จะซื้อบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮมอยู่อาศัยกันมากกว่า เพราะนอกจากจะมีพื้นที่ได้ทำกิจกรรมส่วนตัวแล้ว ยังทำให้เราได้รู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตกับบ้านในแบบที่ต้องการมากกว่า
หากจะเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ใช้งาน บ้านเดี่ยวกับทาวน์โฮมก็คล้ายกับโน้ตบุ๊กหรือเครื่องเดสก์ท็อปตั้งโต๊ะ ส่วนคอนโดมิเนียมนั้นก็คล้ายกับสมาร์ทโฟน
บ้านเดี่ยวมักจะอยู่ไกลจากตัวเมืองเดินทางลำบากแต่ก็มีพื้นที่เก็บของมากมาย ส่วนคอนโดมิเนียมอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกคล่องตัวอรรถประโยชน์แต่เก็บของทำอะไรไม่ได้
ดังนั้น ทางที่ดีนอกจากจะมีชีวิตแนวดิ่งแล้ว ควรหาบ้านแนวราบไว้ด้วยจะดีมาก ที่บอกมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าคอนโดจะไม่ดีนะครับ การอยู่คอนโดนั้นดี แต่หากมองในระยะยาวสำหรับคนที่คิดจะขยายครอบครัว หรืออยากจะมีกิจกรรมชีวิตอย่างอื่นนอกจากกินนอนอยู่ในห้องแล้ว ถ้าเป็นไปได้มีกำลังส่งไหวควรมองหาบ้านอีกสักหลังจะดีกว่า
เว้นแต่ว่าอนาคตจะมีบ้านที่ได้มาเป็นมรดกตกทอดแบบนี้ก็สบายไป หรือดูแล้วชีวิตอาจจะครองโสดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ซื้อคอนโดเถอะครับ สะดวกสบายและปลอดภัยกว่าอยู่บ้านเดี่ยวคนเดียวเป็นไหนๆ
กลับมาที่คอนโดหลังน้อย ผมแสดงความยินดีกับเพื่อนบ้านที่กำลังจะไปเริ่มชีวิตใหม่ในบ้านใหม่ พลันสายตามองไปที่หน้าต่างหลายๆ ห้องหลายครอบครัวก็ใช้ชีวิตอยู่กัน 4-5 คน ในห้องเล็กๆ 36 ตารางเมตร กันแบบมีความสุขมีเสียงหัวเราะได้ ความคิดของผมก็เปลี่ยนไปอีกว่า ความสุขในครอบครัวไม่จำเป็นต้องมีบ้านใหญ่เสมอไป พื้นที่บ้านกว้างขวางอาจจะช่วยทำให้เราได้ใช้ชีวิตในครอบครัวได้สบายขึ้น แต่ความสุขในครอบครัวคือการที่เราได้อยู่กับพร้อมหน้าได้พูดคุยมีเสียงหัวเราะด้วยกันต่างหาก ถ้ามีเสียงหัวเราะในบ้านจะบ้านใหญ่บ้านเล็กเราก็มีความสุขได้เหมือนกัน
ผมลองหันไปถามเจ้าตัวเล็กว่าอยากอยู่ที่ไหนระหว่างคอนโดกับทาวน์เฮาส์ใกล้บ้านปู่ย่า ลูกสาวจอมซนตอบตาใสว่าอยากอยู่กับปาป๊า หม่าม้า ผมหัวเราะชอบใจความสุขในชีวิตก็ไม่ได้มีอะไรมากขอแค่ได้อยู่ด้วยกันจะที่ไหนก็ไม่สำคัญจริงๆ







