
นวัตกรรม ‘เกล็ดปลายี่สกไทย’
"ปลายี่สก" ของประเทศไทย ถือเป็นปลาน้ำจืดที่มีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย โดยมีนักวิจัยได้พัฒนาและพบคุณสมบัติพิเศษของเกล็ดปลายี่สกในการดูแลรักษากระดูก ถือเป็นนวัตกรรมที่ยังไม่มีมาก่อนในโลก
"ปลายี่สก" ของประเทศไทย ถือเป็นปลาน้ำจืดที่มีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย โดยมีนักวิจัยได้พัฒนาและพบคุณสมบัติพิเศษของเกล็ดปลายี่สกในการดูแลรักษากระดูก ถือเป็นนวัตกรรมที่ยังไม่มีมาก่อนในโลก
"อภิรักษ์ ชีวเสถียรพร" ประธานบริษัท อินต้า เฮ็ลธี แคร์ ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์มานานกว่า 30 ปี และนำเข้าสินค้าหลายชนิดจากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า จากความสนใจสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกล็ดปลายี่สกของประเทศไทย ซึ่งปลายี่สกถือเป็นปลาน้ำจืดที่มีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย ประกอบกับได้รับการติดต่อจากเพื่อนชาวญี่ปุ่นเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่ผ่านมา ที่ชักชวนให้เข้ามาร่วมต่อยอดงานวิจัยเกล็ดปลายี่สก ซึ่งเกล็ดปลายี่สกมีคุณสมบัติที่ให้สารแคลเซียมดีกว่าสัตว์ประเทศอื่นๆ
การต่อยอดผลงานวิจัยได้ให้นักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่นทำการวิจัยเพื่อหาสารสกัดที่มีอยู่ในเกล็ด ปลายี่สก จึงสกัดออกมาเป็นสารที่เรียกว่า "โปรเททไทด์" (Protetie) เป็นนวัตกรรมผลึกสารผสมขนาดนาโนที่ยึดติดกันเป็นเนื้อเดียวกันของแคลเซียมฟอสเฟต โดยเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นรายแรกของโลก มีหน้าที่สำคัญเป็นโครงร่างพื้นฐานให้เซลล์อ่อนของกระดูกมายึดเกาะ และส่งผลให้การสร้างกระดูกมีประสิทธิภาพดีขึ้น
"การเลือกเกล็ด ปลายี่สกของประเทศ ไทยมาทำการวิจัยและพัฒนา เนื่องจากปลาชนิดนี้มีสารอาหารที่ดีสุดจากผลวิจัยมาแล้วนับหมื่นสายพันธุ์ โดยทีมวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นพบว่า คอลลาเจนจากเกล็ดปลายี่สกสามารถสกัดออกมาเป็นสารอาหารธรรมชาติในกลุ่มคอลลาเจน ไทป์วัน ซึ่งเป็นสาร ที่อยู่ตามกระดูก ผิวหนัง ฟันและเล็บ ในร่างกายของมนุษย์ได้ประมาณ 90%" อภิรักษ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน "โปรเททไทด์" ถือเป็นสารอาหารที่ดูดซึมเข้าร่างกายได้อย่างรวดเร็ว หรือเป็นสารที่เป็นออร์แกนิกไทย ทำให้กระดูกแข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดี และได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
ทั้งนี้ ได้ร่วมมือกับ "โอชิอากิ โอกาดะ" ประธานบริษัท อาร์บีเอส บริษัทเอกชนญี่ปุ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารออกมาสู่ตลาด แล้ว ซึ่งใช้ชื่อแบรนด์ว่า ดร.โบ พลัส (Dr.Boplus) ในเบื้องต้นได้ผลิตสินค้าในประเทศญี่ปุ่นและนำเกล็ดปลายี่สกจากประเทศไทยไปผลิตสินค้า แต่แผนในระยะยาวจะเข้ามาสร้างโรงงานผลิตในประเทศไทย
นอกจากนี้ จากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่าปัญหาโรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุน ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มคนสูงวัยเท่านั้น แต่เป็นเพราะความหนาแน่นของกระดูกของคนเราจะสูงสุดในอายุ 20 ปี และเริ่มสูญเสียมวลกระดูกลงเรื่อยๆ ซึ่งจากสถิติพบว่าผู้หญิงทั่วโลกในวัยสาว หรืออายุ 20-35 ปี เป็นโรคกระดูกบางมากถึง 16% อีกทั้งกระดูกมีความสำคัญอย่างมากกับร่างกาย เพราะหากมีภาวะกระดูกเสื่อมจะส่งผลไปยังการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะอื่นๆ หรืออาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้
"อภิรักษ์" กล่าวต่อว่า มั่นใจว่างานวิจัยนี้จะเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม ทำให้มีแนวคิดจัดทำมูลนิธิช่วยเหลือพระภิกษุที่มีปัญหาด้านกระดูกบาง โดยตัวเองมีเป้าหมายต้องการเป็นองค์กรเล็กๆ ในการช่วยดูแลเรื่องกระดูกให้กับสังคม และต้องการให้คนไทยหันมาใส่ใจดูแลกระดูกมากขึ้น รวมถึง เชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุของประเทศไทยอย่างมาก







