posttoday
น้ำท่วม ซ้ำเติมหนี้เสีย

น้ำท่วม ซ้ำเติมหนี้เสีย

02 สิงหาคม 2560

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์ปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ความเสียหายยังไม่สิ้นสุด ยังต้องติดตามอย่างต่อเนื่องว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์น้ำไม่ให้ไหลหลากไปสู่จังหวัดอื่นได้มากน้อยเพียงใด ทว่าความเสียหายเฉพาะหน้าเกิดขึ้นแล้ว โดยกระทบกับเกษตรกรและภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในพื้นที่ โดยเฉพาะใน จ.นครพนม

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ความเสียหายยังไม่สิ้นสุด ยังต้องติดตามอย่างต่อเนื่องว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์น้ำไม่ให้ไหลหลากไปสู่จังหวัดอื่นได้มากน้อยเพียงใด ทว่าความเสียหายเฉพาะหน้าเกิดขึ้นแล้ว โดยกระทบกับเกษตรกรและภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในพื้นที่ โดยเฉพาะใน จ.นครพนม

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมใน จ.สกลนคร และผลกระทบที่ขยายตัวไปยัง 19 จังหวัด เบื้องต้นในภาคเกษตรได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากนาข้าวที่ถูกน้ำท่วม 2-3 ล้านไร่ และยังมีภาคปศุสัตว์ที่ถูกน้ำท่วม สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 7,000-1 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมผลกระทบจากบ้านเรือนและภาคธุรกิจในพื้นที่

ความเสียหายดังกล่าว ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบกับลูกหนี้ของสถาบันการเงินต่างๆ ที่ทำธุรกิจไม่ได้โดยปริยาย ส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลง จึงเป็นที่มาที่สถาบันการเงินออกมาตรการช่วยเหลือผ่อนปรนเกณฑ์การชำระหนี้ โดยมีทั้งการยืดระยะเวลาการชำระหนี้ การพักชำระหนี้ออกไป 3-6 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกหนี้

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้เป็นการซ้ำเติมปัญหาคุณภาพหนี้ของสถาบันการเงิน จากปัจจุบันที่กำลังเจอภาวะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ยังเพิ่มสูงขึ้น ในหลายกลุ่มธุรกิจขึ้นอยู่กับลักษณะของสถาบันการเงินแต่ละราย และยังไม่แน่ใจว่าจุดสูงสุด (พีก) ของเอ็นพีแอลจะหยุดอยู่ที่ไตรมาส 3 ของปีนี้จริงหรือไม่

หากไปดูในช่วงครึ่งปีแรกในส่วนของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย มีเอ็นพีแอล 9.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% โดยการเพิ่มขึ้นที่เห็นชัดมาจากการจัดชั้นเอ็นพีแอลบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ขณะที่ธนาคารกรุงเทพมีเอ็นพีแอล 8.59 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 24.8% มาจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ยังอ่อนแอจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและเติบโตกระจุก ขณะที่ลูกค้ารายย่อยมีความสามารถชำระหนี้ด้อยลง ก็ทำให้อีกหลายธนาคารมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นปัจจัยใหม่อีกหนึ่งปัจจัยที่เหนือความคาดหมายว่าจะเกิดขึ้น และได้ถาโถมเข้ามากระทบกับธุรกิจสถาบันการเงินอีกระลอกในปีนี้ มีความเสี่ยงที่อาจจะสร้างภาระการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้นตามมาในช่วงครึ่งปีหลัง กดดันความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวในฝั่งธนาคารขณะนี้ จึงเริ่มสะท้อนความต้องการไปถึง ธปท. ขอให้ผ่อนผันการจัดชั้นหนี้ของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้เป็นหนี้ปกติเช่นเดิม เพื่อลดภาระที่ธนาคารไม่ต้องตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น

การผ่อนผันเกณฑ์การตั้งสำรองลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบเฉพาะหน้าจากปัญหาอุทกภัย เคยได้รับการอนุมัติมาแล้วเมื่อครั้งเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 และในเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้เมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา เหตุการณ์ล่าสุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในขณะนี้นับเป็นกรณีเดียวกันที่ธนาคารพาณิชย์มองว่าน่าจะเข้าลักษณะผ่อนผันได้เช่นกัน

แม้ว่า ธปท.ยังไม่ให้คำตอบชัดเจนว่าจะผ่อนผันให้หรือไม่ แต่ก็มีสัญญาณที่ดีจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) โดย สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ ที่ระบุว่า ได้ส่งหนังสือถึงสถาบันการเงิน 96 แห่ง ที่ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าในหลายจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม หากผ่อนผันการชำระหนี้ควรจะรายงานในสถานะ "บัญชีปกติ" แทนการรายงานและนำส่งข้อมูลว่าลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าไม่ให้เกิดความเสียหายในประวัติ

การผ่อนผันเกณฑ์การตั้งสำรองและการจัดชั้นหนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องผลประโยชน์ในด้านผลประกอบการหรือกำไรของสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียว แต่อีกส่วนหนึ่งทำให้สถาบันการเงินสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างเต็มที่ครบทุกด้าน ตั้งแต่บรรเทาภาระในขั้นต้น และการให้สินเชื่อเพิ่มเพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยไม่ต้องกังวลภาระในอนาคตที่จะตามมาอีกด้วย

สุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ที่ธนาคารได้มีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกหนี้ในพื้นที่ด้วยการยืดเทอมการชำระหนี้ และพักชำระหนี้ชั่วคราว ซึ่งมูลหนี้ที่พักชำระให้ลูกค้าที่ได้รับความช่วยเหลือในครั้งนั้น ไม่ต้องตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญตามเกณฑ์ปกติ

การผ่อนผันเกณฑ์การจัดชั้นหนี้และตั้งสำรองนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะลูกค้านั้นเป็นลูกค้าดีมาตลอดแต่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ไม่คาดฝันจนธุรกิจเกิดการชะงักงัน กลุ่มนี้ควรได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้ฟื้นธุรกิจกลับขึ้นมาได้ ไม่ควรจัดชั้นเป็นเอ็นพีแอลเหมือนกับลูกหนี้ที่มีปัญหาทางธุรกิจ

"เมื่อครั้งน้ำท่วมภาคใต้ มีลูกค้าได้รับผลกระทบประมาณ 100 กว่าราย และส่วนใหญ่กลับมาเป็นหนี้ปกติแล้ว เกิดความเสียหายจริงไม่มากจากสินค้าคงคลังจมน้ำ บริษัทรายใหญ่ที่เป็นคู่ค้าก็ให้ความช่วยเหลือจนฟื้นเร็ว ตอนนี้ยังไม่ครบกำหนดมาตรการที่เราตั้งไว้ 6-12 เดือน แต่ยังไม่เห็นสัญญาณเอ็นพีแอลเลย" สุรัตน์ กล่าว

สำหรับปัญหาน้ำท่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือในรอบนี้ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหายคาดว่าต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ และธนาคารพร้อมช่วยลูกค้าเท่าที่จะทำได้ ส่วนการตั้งสำรองอยู่ที่นโยบายที่จะกำหนด ตามปกติเมื่อมีมาตรการช่วยเหลืออุทกภัย ลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ขอความช่วยเหลือ ไม่ต้องตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม มูลหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับพอร์ตที่มีกว่า 6 แสนล้านบาท การตั้งสำรองจึงไม่มีนัยที่กระทบต่อธนาคารมากนัก

เมื่อสำรวจความมั่นคงของสถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ จากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ พบว่า มีค่าเฉลี่ยการตั้งสำรองต่อเอ็นพีแอล อยู่ที่ 140% สูงกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดอยู่แล้ว สะท้อนการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยยอมที่จะหั่นกำไรออกมาใช้สร้างความมั่นคง

ทั้งนี้ สำรองหนี้สงสัยจะสูญของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2560 ธนาคารกรุงเทพ มีสำรองหนี้ 151.2% ธนาคารกรุงไทย 112.5% ธนาคารไทยพาณิชย์ 133.5% ธนาคารกสิกรไทย 141.1% ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 143.6% ธนาคารทหารไทย 140% ธนาคารธนชาต 146.8% ธนาคารทิสโก้ 172.4% ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 84.0% และ ธนาคาร เกียรตินาคิน 104.6%

ทว่า หากมีการประกาศผ่อนผันการจัดชั้นหนี้อย่างเป็นทางการ ก็จะช่วยเติมเต็มความมั่นใจให้แก่สถาบันการเงินและออกมาตรการช่วยเหลือในวงกว้างครอบคลุมลูกค้าที่ได้รับผล กระทบมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการฟื้นฟูธุรกิจของลูกค้าหลังน้ำลดได้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอีกด้วย n

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ