
ก้าวข้ามความท้าทาย สู่การพัฒนา By All For All
เสาวณี จันทะพงษ์/นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์ประเทศไทยได้ก้าวเดินฟันฝ่าอุปสรรคและปรับตัวจากเหตุการณ์วิกฤตปี 2540 ในวันนั้นจวบจนถึงวันนี้ เศรษฐกิจไทยผ่านบททดสอบหนักๆ มาได้หลายครั้ง สามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจให้อยู่ในเกณฑ์ดี และคาดว่าโอกาสที่จะเกิดวิกฤตแบบเดิมๆ คงมีค่อนข้างน้อย
เสาวณี จันทะพงษ์/นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์
ประเทศไทยได้ก้าวเดินฟันฝ่าอุปสรรคและปรับตัวจากเหตุการณ์วิกฤตปี 2540 ในวันนั้นจวบจนถึงวันนี้ เศรษฐกิจไทยผ่านบททดสอบหนักๆ มาได้หลายครั้ง สามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจให้อยู่ในเกณฑ์ดี และคาดว่าโอกาสที่จะเกิดวิกฤตแบบเดิมๆ คงมีค่อนข้างน้อย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้ามีรูปแบบที่ไม่เหมือนเดิมจาก "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ทั้งการลดลงของศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย รวมทั้งสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี (Disruptive Technology)
ปัจจุบันไทยมี "ปัญหาคอขวด" ทั้งปัจจัยทุน คน และเทคโนโลยี หากวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยจากทฤษฎีการเติบโตทางเศรษฐกิจคลาสสิกว่า เหตุใดศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจึงลดลง คำตอบคงหนีไม่พ้นจากการเจาะลึกถึงศักยภาพของปัจจัยการผลิตหลักคือ "คน" "ทุน" และ "เทคโนโลยี"
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากเทคโนโลยีและปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและกระแสการนำหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนคน ส่งผลกระทบต่อโลกการทำงานในอนาคตข้างหน้าและสั่นคลอนระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดที่ "ทุน" กับ "แรงงาน" ทำงานพึ่งพากัน มีความเสี่ยงในอาชีพการงานที่อาจตกยุคได้ง่าย เกิดความต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงและปลดแรงงานทักษะต่ำ
รวมถึงเกิดความเหลื่อมล้ำทางโอกาสการศึกษา ส่วนธุรกิจแบบเดิมและเอสเอ็มอีที่ปรับตัวไม่ทันก็ต้องปิดตัวไป นอกจากนี้การที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางเป็นเวลานาน ผนวกรวมกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีลักษณะภาวะ "รวยกระจุกจนกระจาย" ที่คนรวยที่สุดของประเทศ 10% แรก มีรายได้มากกว่าคนจนที่สุด 10% สุดท้ายอยู่ถึง 22 เท่า หากภาวะเช่นนี้สะสมนานวันขึ้น เราอาจเหมือนกำลังอยู่ใน "วิกฤตกบต้ม" (Boiling FrogTheory) ที่หากไม่รีบกระโดดออกจากหม้อน้ำที่กำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจสายเกินการณ์ได้ โดยต้องสังเกตความเปลี่ยนแปลง และตัดสินใจเปลี่ยนแปลงในเวลาและรูปแบบที่เหมาะสม
ทางออกของอนาคตประเทศไทยว่าควรก้าวข้ามความท้าทายสู่การพัฒนาในอนาคตอย่างไร
ทางออกของอนาคตประเทศไทย คือการมีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพิ่มผลิตภาพด้วยนวัตกรรมและกระจายทั่วถึง พัฒนาคนและพัฒนางานด้วยนวัตกรรม และการปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบัน ทั้งการปฏิรูปกฎหมายและข้อบังคับ
ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพิ่มผลิตภาพด้วยนวัตกรรม และกระจายทั่วถึงทางออกของการเพิ่มผลิตภาพหลายท่านเน้นไปที่ "การลงทุน" แต่การลงทุนในธุรกิจแบบเดิมๆ (More of the same) เราคงไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ ได้ บทความนี้ขอเสนอทางออก 3 ด้านหลักคือ
1.เพิ่มผลิตภาพในแหล่งงานสำคัญทั้งภาคบริการและภาคเกษตรที่มีแรงงาน อยู่ถึงกว่า 80% จากรูปโครงสร้างการผลิตจะเห็นว่าภาคเกษตรกรรมที่เป็นแหล่งงานของแรงงาน 12 ล้านคน มีสัดส่วนเพียง 8% ในจีดีพี และภาคบริการมีคนทำงาน 19 ล้านคน มีสัดส่วน 59% ของจีดีพี โดยเฉพาะภาคบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเติบโตดีมาก (27% ของจีดีพี) ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ขยายตัวสูงถึง 32.6 ล้านคนในปีที่ผ่านมา
ขณะที่ภาคบริการอื่นๆ เช่น การรักษาพยาบาล การธนาคาร บริการทางธุรกิจ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เช่นกันตามระดับการพัฒนาประเทศและทิศทางของโลกที่ภาคบริการมีบทบาทสูงขึ้นในด้านภาคบริการ ไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวอยู่แต่เดิม ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ อาหารและวัฒนธรรม ควรสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น
สร้างสมดุลระหว่างประโยชน์รายได้กับต้นทุนทางเศรษฐกิจ และรัฐควรสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีแก่ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ ที่พัก การขนส่ง การให้บริการนำเที่ยวและกิจกรรม และอาหารและงานฝีมือ ให้ทัดเทียมกับประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในอันดับต้นๆ เช่น สเปน และฝรั่งเศส และกระจายประโยชน์ไปสู่ผู้คนที่ทำงานในภาคนี้อย่างทั่วถึง
ในด้านภาคเกษตรรัฐบาลได้สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยบรรจุใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพอาหารแปรรูป และเชื้อเพลิงชีวภาพ หากทำได้จริงคาดหวังว่าภาคเกษตรจะเปลี่ยนจากแบบดั้งเดิมสู่เกษตรสมัยใหม่ เน้นบริหารจัดการและเทคโนโลยี มีเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ และเป็นเกษตรกรที่มีฐานะดีขึ้นอย่างทั่วถึง
2.การพัฒนาคนและพัฒนางานด้วยนวัตกรรม การสร้างแรงงานแห่งอนาคตรุ่นใหม่ : ระบบการศึกษาสร้างคนที่มีศักยภาพและบุคลิกภาพที่เข้มแข็ง สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ (Working Smarter) โดยใช้แนวการเรียนแบบ "STEM Education" ที่เน้นวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีคณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เพิ่มทักษะพื้นฐานให้อยู่ได้กับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้
ส่วนแรงงานปัจจุบันต้องพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง "เรียนรู้แบบไม่มีที่สิ้นสุด" เพื่อก้าวทันกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต การพัฒนากำลังแรงงานเดิม : ต้องทำงานด้วยความตั้งใจ มีผลิตภาพสูง สามารถวิเคราะห์แก้ไขปัญหา เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีวินัยและคุณธรรม รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมพัฒนาทักษะที่บริษัทต้องการ และทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็น
ส่วนแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นตลาดแรงงานที่มีอิสระ เป็นทางเลือกที่มีศักยภาพเป็นเศรษฐกิจฐานราก และเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพที่เข้มแข็ง ควรจัดตั้งศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสให้ความรู้เทคโนโลยี เงินทุน รวมถึงสร้างเครือข่ายสำหรับแรงงานที่ต้องการประกอบอาชีพอิสระ รวมทั้งธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อกระจายประโยชน์และโอกาสให้ทั่วถึง
ด้านการเชื่อมโยงและขยายผลนวัตกรรม : ควรส่งเสริมกลไกความร่วมมือการใช้ประโยชน์ขององค์ความรู้ และเชื่อมต่องานวิจัยในสถาบันการศึกษาสู่งานเชิงพาณิชย์ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันกระจายประโยชน์ไปในทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"
3.การปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบัน ทั้งการปฏิรูปกฎหมายและข้อบังคับที่มีอยู่จำนวนมากให้คล่องตัวและทันสมัย ธุรกิจและประชาชนสามารถทำงานได้สะดวกขึ้น การปฏิรูประบบภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมแก่ธุรกิจ และช่วยกระจายรายได้ให้เท่าเทียมกัน
ขณะเดียวกันต้องมีกฎระเบียบใหม่ๆ ที่จำเป็นเพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต เช่น การสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) การป้องกันไม่ให้หนี้ครัวเรือนสูงเกินไปการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว การสร้างธรรมาภิบาลและป้องกันคอร์รัปชั่น เป็นต้น ซึ่งอาจมีผลกระทบในระยะสั้น แต่จะก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว
ท้ายสุด หากทุกคนเปลี่ยนทัศนคติมองโลกใหม่ เปิดใจรับวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ เดินไปในทิศทางเดียวกันเช่นนี้ เชื่อมั่นได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและเกิดประโยชน์แก่ทุกภาคส่วนได้ By All For All อย่างแท้จริง n







