posttoday
โลกเริ่มคุมเงินดิจิทัล หวังสกัดความเสี่ยงลุกลาม

โลกเริ่มคุมเงินดิจิทัล หวังสกัดความเสี่ยงลุกลาม

01 สิงหาคม 2560

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ ทั่วโลกกลับมาจับตาความเคลื่อนไหวของเงินดิจิทัลอีกครั้ง หลังเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา เกิดการยกเครื่องใหญ่ขึ้นในบิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลสายใหญ่สุดในโลก จากการแตกสกุลเงินย่อยออกมาชื่อ "บิตคอยน์ แคช" (Bitcoin Cash) โดยต้นตอความเคลื่อนไหวครั้งนี้ มาจากปัญหาระยะเวลาการอนุมัติการทำธุรกรรมบิตคอยน์เริ่มล่าช้าเกินไป

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ทั่วโลกกลับมาจับตาความเคลื่อนไหวของเงินดิจิทัลอีกครั้ง หลังเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา เกิดการยกเครื่องใหญ่ขึ้นในบิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลสายใหญ่สุดในโลก จากการแตกสกุลเงินย่อยออกมาชื่อ "บิตคอยน์ แคช" (Bitcoin Cash) โดยต้นตอความเคลื่อนไหวครั้งนี้ มาจากปัญหาระยะเวลาการอนุมัติการทำธุรกรรมบิตคอยน์เริ่มล่าช้าเกินไป

กลุ่มคนในแวดวงส่วนหนึ่งมองว่า บิตคอยน์ แคช ที่เกิดจากการแตกระบบบล็อกเชน ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการทำธุรกรรมบิตคอยน์จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ หลังบรรดาเทรดเดอร์ที่ต้องการให้ธุรกรรมได้รับการอนุมัติเร็วขึ้น ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม ทำให้ต้นทุนการโอน บิตคอยน์ปรับขึ้นตามไปด้วย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นก้าวแรกในการยกเครื่องบิตคอยน์ แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าความนิยมสกุลเงินดิจิทัลไม่ได้อยู่ในวงแคบอีกต่อไป เห็นได้จากราคาบิตคอยน์ที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยพุ่งแตะที่ 2,911.86 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.6 หมื่นบาท) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อช่วงเดือน มิ.ย.

บิตคอยน์ไม่ใช่เงินดิจิทัลสกุลเดียวที่ปรับตัวขึ้นเท่านั้น โดยอีเธอเรียม (Ethereum) เงินดิจิทัลอีกสกุลที่ได้รับความนิยมอันดับ 2 รองจากบิตคอยน์ ปรับขึ้นมากว่า 2,000% แล้วในปี 2017 จาก 8.52 ดอลลาร์ (ราว 283 บาท) สู่ระดับ 250.41 ดอลลาร์ (ราว 8,328 บาท) เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

เงินดิจิทัลที่เนื้อหอมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดึงดูดให้หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของหลายประเทศ หันมาสนใจและหาทางวางระเบียบกำกับดูแลภาคส่วนนี้ เพราะเงินดิจิทัลกำลังกลายเป็นมากกว่าทางเลือกในการจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆ แต่เป็นการลงทุนแบบใหม่อีกประเภท

กรณีที่เห็นได้ชัดที่สุดเกิดขึ้นในสหรัฐ โดยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับดูแลตลาด หลักทรัพย์สหรัฐ (เอสอีซี) ประกาศให้การเสนอขายเหรียญครั้งแรก (ไอซีโอ) ซึ่งเป็นการระดมทุนให้ธุรกิจสตาร์ทอัพผ่านการขายสกุลเงินดิจิทัล ต้องเป็นไปตามกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ หลังมีข่าวก่อนหน้านี้ว่าเอสอีซีต้องการทำให้ไอซีโอถูกกฎหมาย

ทั้งนี้ ไอซีโอมีความคล้ายคลึงกับการออกหุ้นเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) และเป็นวิธีการระดมทุนที่สตาร์ทอัพไอทีหลายแห่งโดยเฉพาะบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน นิยมใช้ในช่วง 2-3 ปีมานี้ หลังการระดมทุนเพื่อเสนอขายอีเธอเรียมเมื่อปี 2014 ทำเงินได้ถึง 18 ล้านดอลลาร์ (ราว 598 ล้านบาท) ด้านบลูมเบิร์กรายงานว่า ในช่วงปี 2017 มีการระดมทุนแบบไอซีโออย่างน้อย 90 ครั้ง ซึ่งทำเงินได้มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท)

ความร้อนแรงของการระดมทุนแบบไอซีโอ ทำให้นักวิเคราะห์บางรายวิตกว่าอาจเกิดฟองสบู่ในตลาดไอซีโอ และทางเอสอีซีเองเคยแสดงความกังวลว่า การทำไอซีโอที่ไม่มีการรวม ศูนย์กลาง ทำให้หน่วยงานรัฐไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสของการดำเนินงานได้ นอกจากนี้การประเมินผลตอบแทนจากการทำไอซีโอเองก็ทำได้ยาก เนื่องจากจำเป็นต้องมีความรู้เชิงเทคนิคเกี่ยวกับระบบการซื้อขาย และสตาร์ทอัพบางแห่งอาจไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนที่เพียงพอ หมายความว่านักลงทุนไอซีโออาจมีความเสี่ยงในการลงทุนเพิ่มขึ้น

สหรัฐไม่ใช่ประเทศเดียวที่วิตกต่อความเสี่ยงจากไอซีโอ โดยเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) เปิดเผยว่า อาจออกระเบียบควบคุมการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลบางประเภท ซึ่งเข้าข่ายเป็นสินทรัพย์ด้วยเช่นกัน โดยเอ็มเอเอสระบุว่า บริษัทหรือบุคคลใดก็ตามที่ต้องการระดมทุนไอซีโอควรขอคำแนะนำทางกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าปฏิบัติตามกฎอย่างเหมาะสมและปรึกษาเอ็มเอเอสในส่วนที่จำเป็น ซึ่งความเคลื่อนไหวล่าสุดของเอ็มเอเอสคล้ายคลึงกับของสหรัฐ

นอกจากเรื่องที่เงินดิจิทัลกำลังกลายเป็นการลงทุนรูปแบบใหม่แล้ว ความเสี่ยงในด้านต่างๆ ทั้งทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคา หรือการไม่มีหน่วยงานกลางคอยกำกับดูแล และด้านรูปแบบการใช้งานเงินดิจิทัลอย่างการใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน สนับสนุนการก่อการร้าย รวมถึงการทำอาชญากรรม กรณีแฮ็กเกอร์ผู้ปล่อยมัลแวร์วอนนาครายโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเมื่อเดือน พ.ค. และเรียกค่าปลดล็อกคอมพิวเตอร์ผ่านบิตคอยน์ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลบางแห่งต้องการออกระเบียบกำกับการดูแลเพิ่มเติม

ทั้งนี้ มีรายงานว่า รัฐสภายุโรป (อีซี) กำลังพิจารณาปรับแก้กฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน เพื่อเพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับคำนิยามผู้ให้บริการการเทรดเงินดิจิทัล และคาดว่าจะมีการลงมติประเด็นดังกล่าวในเดือน ต.ค.นี้ แม้ว่าการเพิ่มคำนิยามดังกล่าวยังถือเป็นเรื่องยิบย่อยมาก แต่นับเป็นก้าวแรกที่เปิดทางให้ยุโรปสามารถออกระเบียบเพิ่มเติมมากำกับดูแลภาคส่วนดังกล่าว หลังจากที่เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ยุโรปเปิดเผยร่างกฎหมายอนุญาตให้หน่วยกำกับดูแลการเงินสามารถเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ผู้ใช้เงินดิจิทัลได้

มูนิช ชาร์มา ที่ปรึกษาของสถาบันคลังสมอง อินสติติวท์ ฟอร์ ดีเฟนซ์ สตัดดี้ แอนด์ แอนาไลเซส ในอินเดีย ระบุว่า การมีสถาบันเป็นตัวกลางออกระเบียบควบคุมเงินดิจิทัล สามารถลดความเสี่ยงในหลายด้านลงได้ เช่น ปัญหาราคาผันผวน หรือการนำไปใช้อย่างผิดกฎหมายได้

นอกจากเรื่องการใช้เงินดิจิทัลเป็นแหล่งเงินทุนผิดกฎหมายหรือก่ออาชญากรรมแล้ว ระบบเงินดิจิทัลยังมีความเสี่ยงถูกขโมยด้วยเช่นกัน อย่างกรณีการแฮ็กแพลตฟอร์มเทรดบิตคอยน์ ของบริษัท บิตไฟเน็กซ์ เมื่อเดือน ก.พ. 2017 รวมถึงอีกหลายครั้งก่อนหน้านี้ และล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค. กับการแฮ็กเงินอีเธอเรียมคิดเป็นมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ (ราว 997 ล้านบาท)

การที่รัฐบาลหลายแห่งเริ่มตื่นตัวและผลักดันระเบียบควบคุมเงินดิจิทัลนั้น ไม่เพียงแค่ต้องการควบคุมความเสี่ยงทางการเงิน แต่ยังเป็นการกรุยทางสู่การผลักดันการใช้เงินดิจิทัลจริง หลังบรรดาแบงก์ชาติไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แคนาดา ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศยุโรป รวมถึงอินเดีย เริ่มศึกษาเกี่ยวกับระบบเงินดิจิทัลและระบบบล็อกเชนเพื่อหวังประยุกต์ใช้งานในอนาคต ขณะที่ภาคธุรกิจหลายแห่งเปิดรับการชำระสินค้าและบริการผ่านเงินดิจิทัลแล้ว

อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลหลายแห่งยังเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้น และยังต้องเผชิญความท้าทายอีกมากในการหาระเบียบควบคุมที่เหมาะสม แต่จะนิ่งดูดายไม่ทำสิ่งใดเลยก็ไม่ได้เช่นกัน ท่ามกลางความนิยมเงินดิจิทัลที่ ร้อนแรงยิ่งขึ้น n

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ