posttoday
เร่งคว้าโอกาส

เร่งคว้าโอกาส

31 กรกฎาคม 2560

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานตัวเลขการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน ก.ค. 2560 มียอดลงทุนรวม 28,338 ล้านบาท เป็นการลงทุนโดยกองทุนขนาดใหญ่ในประเทศ 22,425 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ 15,625 ล้านบาท ขณะที่กองทุนภาครัฐมีเงินลงทุน 6,800 ล้านบาท

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานตัวเลขการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน ก.ค. 2560 มียอดลงทุนรวม 28,338 ล้านบาท เป็นการลงทุนโดยกองทุนขนาดใหญ่ในประเทศ 22,425 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ 15,625 ล้านบาท ขณะที่กองทุนภาครัฐมีเงินลงทุน 6,800 ล้านบาท

ตัวเลขเงินลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพปีนี้ เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากปีก่อน แต่ปัญหาสำคัญ คือไม่มีธุรกิจสตาร์ทอัพให้ลงทุน ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจสตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพกลับไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ ซึ่งไม่จำกัดขีดความสามารถด้านการทำกำไรของบริษัท ขณะที่กฎเกณฑ์ตลาดหลักทรัพย์ไทยที่บริษัทจะเข้าจดทะเบียนต้องมีกำไรอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป

ทั้งนี้ กฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย อยู่ระหว่างการดำเนินการยกร่าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ของปี 2560 ซึ่งจะทำให้ทิศทางการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทยดีขึ้น และจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากประเทศอื่นๆ มาลงทุนได้ด้วย แต่ภาครัฐต้องไปเร่งแก้โจทย์การสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อรองรับเม็ดเงินที่พร้อมลงทุนรออยู่แล้ว

ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน ต่างเร่งสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมถึงความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน ในนามประชารัฐ ต่างเร่งสร้างสภาพแวดล้อม บ่มเพาะให้เกิดสตาร์ทอัพรายใหม่ๆ หากจะเห็นผลชัดเจนต้องปรับหลักสูตรการเรียน การสอน อาจจะต้องลงลึกระดับวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ซึ่งยังไม่เห็นภาพชัด มีแต่การเร่งสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกภายนอก เช่น โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ เครื่องไม้ เครื่องมือดิจิทัล

แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเกิดขึ้นของสตาร์ทอัพ คือวิธีคิด นี่คือสิ่งที่จะต้องบ่มเพาะตั้งแต่ระดับนักเรียน นักศึกษา สตาร์ทอัพหลายรายที่เกิดขึ้น เกิดจากแรงขับดันภายในบางอย่างที่ต้องการแก้ไขปัญหาในสิ่งที่พบเจอ แรงบันดาลใจที่จะสร้างสิ่งที่ดีกว่า บางครั้งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาเจอได้ในห้องเรียน สตาร์ทอัพที่เกิดจากแรงขับเคลื่อนตรงนี้จะสามารถสร้างเป็นธุรกิจที่เติบโตและขยายตัวได้อย่างยั่งยืน

อย่าลืมว่าสตาร์ทอัพ แม้จะเป็นธุรกิจที่มีโอกาสสูง แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นช่วงเวลาของการบ่มเพาะก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถเข้าไปสนับสนุนในระยะเวลานี้ได้

จากการสำรวจของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สตาร์ทอัพแต่ละรายต้องการเงินลงทุนเฉลี่ยประมาณ 30 ล้านบาท/ราย ที่ผ่านมามีสตาร์ทอัพประมาณ 1 หมื่นราย แต่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน ร่วมลงทุนประมาณ 10% หรือ 1,000 ราย ที่เหลือต่างวิ่งหาเงินทุนเอง ทั้งจากเงินทุนส่วนตัว เงินทุนจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะวิ่งไปหาเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งมีความเข้าใจลักษณะกิจการของสตาร์ทอัพเป็นอย่างดี

เพราะฉะนั้น ผู้สนับสนุนหรือกองทุนร่วมลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนจะต้องมีความเข้าใจในกิจการสตาร์ทอัพด้วย ต้องเข้าใจธรรมชาติของสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง แต่มีโอกาสสูง ดังนั้นอาจจะต้องคิดถึงแนวทางในการลดความเสี่ยงและพิจารณาถึงการต่อยอดของธุรกิจหลักด้วย กรณีที่ผู้ลงทุนเป็นบริษัทขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีในการลงทุนสตาร์ทอัพไทย คิดสร้างสรรค์คว้าโอกาสธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้น

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว