posttoday
เฟดส่งสัญญาณลดขนาดงบดุลเร็วกว่าเดิม

เฟดส่งสัญญาณลดขนาดงบดุลเร็วกว่าเดิม

26 กรกฎาคม 2560

ประกิตผลการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2560 จบลงโดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

ประกิต

ผลการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2560 จบลงโดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

1.คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียงในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1-1.25%

2.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มองตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง และเศรษฐกิจขยายตัวในระดับปานกลาง โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อในอีก 12 เดือนข้างหน้า แม้จะอยู่ใต้เป้าหมาย 2% แต่ในระยะกลางจะยังทรงตัวและเข้าใกล้ 2%

3.เฟดเริ่มใช้คำว่า Near-term risks to the economic outlook appear roughly balanced สะท้อนว่า เฟดมองปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมีน้อยลง ถือเป็นการส่งสัญญาณที่จะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น

4.เฟดเริ่มปรับสัญญาณในการลดขนาดงบดุลจากเดิม "Expects to begin implementing a balance sheet normalization program this year" เป็น "Expects to begin begin implementing its balance sheet normalization program relatively soon" ทำให้ตลาดปรับคาดการณ์จากที่เคยคิดว่า เฟด จะเริ่มลดขนาดงบดุลในวันที่ 14-15 ธ.ค. 2560 เป็นรอบการประชุมวันที่ 19-20 ก.ย. 2560

ผลการประชุมไม่ได้แตกต่างไปจากที่ตลาดคาดหมายเท่าไรนัก ทำให้ไม่เกิดปฏิกิริยาตอบรับที่มีนัยสำคัญ US Dollar Index ยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่องอีก 0.76% สู่ระดับต่ำที่สุดในรอบปีที่ 93.46 ตัว อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี สหรัฐปรับลดลง 0.05% บ่งบอกว่านักลงทุนกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในสหรัฐมากกว่าทั้งเรื่องที่สภาผู้แทนฯ ของสหรัฐผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรที่เข้มงวดมากขึ้นต่อรัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ความไม่แน่นอนว่าการประชุมวุฒิสภาจะยกเลิิกกฎหมายประกันสุขภาพฉบับเดิม (โอบามาแคร์) หรือไม่ รวมไปถึงการสอบสวนเรื่องอื้อฉาวกรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐ

การลดขนาดงบดุลของเฟดที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ย. 2560 ก่อนจะไปสิ้นสุดปลายปี 2564 คาดว่าจะส่งผลให้เงินไหลเข้าอย่างรุนแรงจากตลาดเกิดใหม่ แต่คาดว่าจะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจำกัด ยอดสะสมของนักลงทุนต่างชาติเมื่อคิดเป็นมูลค่าตลาดตั้งแต่เดือน ม.ค. 2552-ปัจจุบัน เป็นขายสุทธิ 3.98 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้ตัวเลขการถือครองหุ้นของต่างชาติ (เปอร์เซ็นต์การถือครองของต่างชาติ) อยู่ในระดับต่ำ 31.82% (ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี) ตรงกันข้ามกับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ที่มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในช่วง 2552-ปัจจุบันกว่า 1.39 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

คาดว่าตลาดตราสารหนี้ไทยจะได้รับผลกระทบหนักเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังคงเหลือที่ถือคงค้างไว้กว่า 1.5 ล้านล้านบาท หากทำการขายออกคาดว่าจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจากสถิติ 10 ปีที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี กับสัดส่วนราคาต่อกำไรในอนาคต (Forward PER ) ของดัชนีหุ้นไทยจะมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามกัน (Correlation -0.64) ทำให้เป็นการยากที่ดัชนีจะซื้อขายล่วงหน้าเกินจุดสูงสุดในรอบ 10 ปี ที่ 15.25 เท่า และมีความเสี่ยงที่จะต้องมาซื้อขาย Forward PER ที่ต่ำลง โดยระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติคือ +1 SD. 13.92 เท่า หากอิงกับกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2561 เท่ากับว่าในปีหน้าดัชนีมีโอกาสที่จะถูกกดดันลงมาที่ 1,478 จุด

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69