
สิงหาคม เดือนแห่งคำพิพากษา
สมผล ตระกูลรุ่งส.ค.ปีนี้ เป็นช่วงที่น้ำท่าบริบูรณ์
สมผล ตระกูลรุ่ง
ส.ค.ปีนี้ เป็นช่วงที่น้ำท่าบริบูรณ์
น้ำมากจนเกินความจำเป็นท่วมบ้านเรือนหลายจังหวัดในภาคอีสาน ส.ค.นี้ แม้อากาศไม่ร้อน แต่อุณหภูมิการเมืองกลับร้อนแรงยิ่งกว่าไฟป่า เพราะมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 3 คดี และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบอีก 1 คดี รวมเป็น 4 คดี คือ
2 ส.ค. คดีสลายชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อปี 2551 ซึ่งมี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลย
25 ส.ค. คดีโครงการรับจำนำข้าวที่เกิดความเสียหาย 5-6 แสนล้านบาท โดยคุณปูแดง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 157
25 ส.ค. วันเดียวกัน คดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งมี บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ พร้อมอดีตนักการเมือง ข้าราชการการเมือง และนิติบุคคล รวม 28 รายเป็นจำเลย
29 ส.ค. คดีที่ดินนางเนื่อมยกให้วัด แต่มีการยกเลิกโฉนดที่ดินที่ได้รับบริจาคเป็นธรณีสงฆ์ แล้วนำไปขายให้จัดทำสนามกอล์ฟ โดยยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นจำเลย
ส.ค.ปีนี้ ถึงน้ำจะท่วม แต่มีคนก้นร้อนเป็นเข่งๆ ที่อาจต้องย้ายที่อยู่เข้าไปพำนักในเรือนจำ โดยความร้อนแรงเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ 1 ส.ค. เป็นวันที่คุณปูแดงจะแถลงปิดคดีอภิมหาโคตรทุจริต ในโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย
เพื่อเป็นการช่วยเหลือทำความเข้าใจกับจำเลย ไม่ให้หลงประเด็นหรือเข้าใจผิดว่ากำลังอภิปรายในสภา จึงขอเรียนว่า ข้อเท็จจริงเรื่องการทุจริตในโครงการคงเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้ว ประเด็นจึงอยู่ที่คุณปูแดงในฐานะนายกรัฐมนตรี ทราบเรื่องการทุจริตหรือไม่ และมีอำนาจหน้าที่สั่งการให้แก้ไขป้องกันการทุจริตหรือไม่ ถ้ามี คุณเธอได้ใช้อำนาจจัดการป้องกันหรือยับยั้งการทุจริตหรือไม่ ประเด็นคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่นโยบายดีหรือไม่ดี ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เป็นนโยบายช่วยเหลือชาวนาหรือไม่ และประเด็นไม่ได้อยู่ที่ความสงสารแม้หากจะมีการหลั่งน้ำตาท่วมบัลลังก์ศาล
ผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร อีก 25 วันก็จะทราบ ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม คนนอกไม่ได้มีหน้าที่และไม่ได้เห็นพยานหลักฐานในสำนวน ไม่ควรด่วนสรุปหรือตัดสินก่อนวันพิพากษา
จึงอยากฝากกองเชียร์เสื้อแดงทั้งหลายให้ตระหนักและดูตัวอย่างของกลุ่มการเมืองอื่นที่ไม่ใช่เสื้อแดงไว้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่ม กปปส. ที่ล้วนแล้วแต่ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาทั้งสิ้น คนเหล่านั้นไม่มีใครออกมากดดันศาล ไม่มีใครโจมตีกล่าวหากระบวนการยุติธรรม คนเหล่านั้นยอมรับกติกา ยอมรับคำตัดสินของศาล แม้จะถูกตัดสินจำคุกก็ตาม
คนเสื้อแดงที่ชอบประกาศปาวๆ เรียกร้องประชาธิปไตย ควรจะต้องเคารพกติกา เคารพอำนาจตุลาการ ที่เป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตย เคารพเหมือนเช่นคนอื่น (ที่ไม่ใช่คนเสื้อแดง) ที่เขายอมรับคำตัดสินของศาลโดยดุษฎี ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลหรือไม่ก็ตาม
วันที่ 1 ส.ค. นอกจากคุณปูแดงจำเลย จะแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาแล้ว ยังคาดกันว่า ศาลน่าจะสั่งคำร้องของทีมทนายที่โต้แย้งการที่ศาลอนุญาตให้อัยการโจทก์นำสืบพยานเพิ่มเติมนอกเหนือจากสำนวน ป.ป.ช. โดยเห็นว่า เป็นการใช้ช่องทางมาตรา 5 ของ พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรคหก ขอให้ศาลฎีกาฯ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 212 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5 และยังไม่มีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย..."
มาตรา 5 ของ พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาฯ บัญญัติว่า "ในการพิจารณาคดี ให้ศาลยึดรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณา และอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร" ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรคหก บัญญัติว่า "ในการพิจารณาของศาลฎีกาและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้นำสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นหลักในการพิจารณา และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้ศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้"
ในฐานชาวบ้านธรรมดา ถ้าอ่านกฎหมายทั้งสองมาตรา ก็ไม่น่าจะขัดหรือแย้งกัน เพราะทั้งสองมาตราเปิดช่องให้ศาลสืบพยานเพิ่มเติมได้ อันเป็นไปตามการพิจารณาในระบบไต่สวน
ในการขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญนี้ ประเด็นแรกที่จะต้องพิจารณาคือ เมื่อคู่ความโต้แย้ง ศาลฎีกาจะเป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตามคำร้องของคู่ความทุกกรณี โดยไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยก่อนใช่หรือไม่ หากคู่ความต้องการประวิงคดี โดยอ้างมั่วๆ ว่ากฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญ ในขณะที่คนทั้งโลกอ่านแล้วเห็นว่าไม่ขัด ศาลฎีกายังจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
ประเด็นที่สอง การโต้แย้งในกรณีนี้ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลที่อนุญาตให้โจทก์นำสืบเพิ่มเติมจากสำนวน ป.ป.ช. หรือเป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติของกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญกันแน่ ศาลฎีกาจะมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นนี้หรือไม่ ถ้าหากเนื้อหาการโต้แย้งที่แท้จริง เป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจศาลที่ให้สืบพยาน ย่อมไม่ใช่เหตุที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญ
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ผมก็คิดไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคนนอกสำนวน ผู้พิพากษาศาลฎีกาท่านมีความรู้ความชำนาญ มีความสามารถเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ว่า ควรจะดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปอย่างไร จะส่งหรือไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีเหตุผลอธิบายได้ หากส่งไปเพียงบุรุษไปรษณีย์ แล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ศาลฎีกาจะเสียรังวัด เสียฟอร์มศาลสูงสุดของระบบยุติธรรมไทย
นอกจากการต่อสู้ในศาลแล้ว คุณปูแดงเธอยังใช้โซเชียลด้วยการโพสต์ขอความเห็นใจเป็นวลีเด็ดว่า "ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด" เธออาจเข้าใจเช่นนั้นจริงๆ เพราะเธอไม่รู้ว่า สิ่งที่เธอทำนั้นผิดหรือไม่ เหมือนกับที่เธอไม่รู้ว่า สะพาน คอ-นก-รีด เป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าหาดใหญ่เป็นแค่อำเภอไม่ใช่จังหวัด และเธอไม่รู้ว่าผู้ซื้อกับผู้บริโภคแตกต่างกันอย่างไร
การพิจารณาชี้ขาดว่าจำเลยจะทำผิดหรือไม่ อยู่ที่คำพิพากษา ไม่ได้อยู่ที่คำพูดของจำเลย ที่พูดเหมือนกับนักโทษในเรือนจำว่า ไม่ได้ทำอะไรผิด n







