
แนวคิด GNH
กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา ([email protected])Chief Marketing Officer บริษัท มาร์เก็ตติ้งไดอ็อกไซด์ จำกัดกษัตริย์แห่งประเทศภูฏาน จิกมี วังชุก ทรงตรัสว่า "ความสุขมวลรวมประชาชาติสำคัญกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ" ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก
กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา ([email protected])Chief Marketing Officer บริษัท มาร์เก็ตติ้งไดอ็อกไซด์ จำกัด
กษัตริย์แห่งประเทศภูฏาน จิกมี วังชุก ทรงตรัสว่า "ความสุขมวลรวมประชาชาติสำคัญกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ" ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก
ภูฏานได้สร้างแนวคิดใหม่ในการวัดความอยู่ดีมีสุขที่แท้จริงมากกว่าการบริโภคและกลายเป็นผู้นำในการเผยแพร่แนวคิด เรื่อง "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" (Gross National Happiness : GNH) ซึ่งแนวคิดนี้ริเริ่มตั้งแต่วันที่ทรงขึ้นครองราชย์ในปี 1972 ไม่ใช่เป็นเพียงปรัชญาที่เลื่อนลอยที่เกิดขึ้นมาเพื่อต่อต้านแนวความคิดของการคำนวณผลผลิตรายได้มวลรวมประชาชาติ (GNP) แต่นโยบายการปกครองภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน ได้ทำให้ปรากฏแล้วว่าประชาชนของพระองค์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องหวังพึ่งการพัฒนาจากต่างประเทศมากเกินควร โดยไม่พิจารณาเทียบเคียงกับหลักการผลผลิตมวลรวมประชาชาติเป็นตัวเลขเทียบกับของประเทศอื่น แต่ใช้ดัชนีชี้วัดจากการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขของชาวภูฏานเป็น ดัชนีชี้วัดแทน ทำให้ภูฏานมีระบบเศรษฐกิจที่มุ่งรักษาวัฒนธรรมและ ค่านิยมทางพุทธศาสนาของภูฏานไว้ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์
แนวคิดเรื่อง GNH เป็นการวัดการพัฒนาประเทศที่ไม่ได้เน้นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เน้น "ความสุข" ที่แท้จริงของคนในสังคม ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความสนใจจากนักวิชาการหลายประเทศ เนื่องจากเล็งเห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจมิได้เป็นปัจจัยเดียวและปัจจัยสำคัญที่สุดของความสุข หากแต่การมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจทำให้เกิดผลเสียหายต่างๆ มากมาย ทั้งความไม่เป็นธรรมทางสังคม การสูญเสียความสมดุลทางธรรมชาติและมลภาวะแวดล้อมเป็นพิษ
แนวคิด GNH ยึดหลักว่าการพัฒนาสังคมมนุษย์ที่แท้จริงเกิดจากการพัฒนาด้านวัตถุและจิตใจควบคู่กันไป GNH ของภูฏานจึงเป็นรูปแบบการพัฒนาที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ประชากรทุกคนมีโอกาส พบความสุขได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยมีหลักสำคัญ 4 ประการ หรือ เสาหลักแห่งความสุขทั้งสี่ (Four Pillars of Happiness) คือ
ประการที่ 1 การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน (Sustainable Economic Development) การเข้ามาของระบบทุนนิยมในภูฏานจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยสิ่งที่เกิดขึ้นดีหรือไม่ ให้เอาความสุขของชาวภูฏานเป็นตัวตัดสิน ไม่ใช่วัดที่จำนวนเงินและทรัพย์สิน เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืนและเสมอภาค
ประการที่ 2 การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Conservation of Environment) การพัฒนาใดๆ จะต้องไม่ทำลายความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ภูฏานจึงยกเลิกการค้าไม้กับต่างชาติ ส่งเสริมให้อนุรักษ์ป่าไม้ ปลูกเพิ่มเติม รวมถึงสัตว์ป่าก็ได้รับการดูแล อย่างดี โดย 26% ของพื้นที่ประเทศถูกจำกัดให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า
ประการที่ 3 การส่งเสริมและสงวนรักษาวัฒนธรรมประเพณี (Preservation and Promotion of Culture) รัฐบาลส่งเสริมและให้ชาวภูฏานยึดถือและปฏิบัติตามแบบแผนดั้งเดิมที่เคยทำมา เช่น วัฒนธรรมการแต่งกาย การสร้างบ้านเรือน การประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ส่วนวัฒนธรรมตามกระแสทุนนิยม รัฐบาลเป็นคนคัดเลือกที่จะรับและผ่อนปรนเกณฑ์ปฏิบัติ รวมทั้งให้การศึกษากับเด็กทั้งความรู้ทางศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ควบคู่ไปกับตำราเรียนทางวิชาการ
ประการที่ 4 การส่งเสริมการพัฒนาธรรมาภิบาล (Good Governance) เน้นให้ชาวภูฏานดำรงชีวิตบนพื้นฐานที่จะช่วยพัฒนาสังคมทั้งระบบให้มีคุณภาพ เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรมจริยธรรม
ภูฏานมีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวไม่ให้เกินปีละ 8,000 คน ซึ่งคุ้มค่าเมื่อแลกกับธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ยังได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดี นโยบายการปลูกป่าทดแทนทำให้มีพื้นที่ป่ามากกว่าร้อยละ 70 ของประเทศ มีหลักเกณฑ์ชัดเจนด้านการลงทุนจากต่างประเทศ การพัฒนาประเทศ โดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี
เป็นแนวทางปฏิบัติที่สังคมไทยควรเอาเยี่ยงอย่างแม้สักนิดก็ยังดี







