
เอ็กซิมแบงก์ชงคลัง ช่วยเอสเอ็มอีส่งออก
พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกเอสเอ็มอี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยได้เสนอให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณารวม 3-4 มาตรการ เพื่อดูความเหมาะสมแล้วเสนอให้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เห็นชอบต่อไป
พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกเอสเอ็มอี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยได้เสนอให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณารวม 3-4 มาตรการ เพื่อดูความเหมาะสมแล้วเสนอให้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เห็นชอบต่อไป
สำหรับมาตรการที่เสนอ ได้แก่ มาตรการที่ทำร่วมกับสมาคมธนาคารไทยในการช่วยผู้ส่งออกเอสเอ็มอีให้สามารถซื้อสัญญาซื้อ หรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ดคอนแท็กต์) ผ่าน ธสน.และธนาคารอื่นได้ในราคาต้นทุน แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ส่งออกต้องผ่านการอบรมความรู้เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 101 วัน คาดว่าจะออกเป็นมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นไปถึงสิ้นปี 2560 นี้เท่านั้น
พร้อมกันนี้ยังมีมาตรการที่ทำร่วมกับบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. โดยจะให้ผู้ส่งออกที่ผ่านการอบรมกับ บสย.ได้รับคูปองส่วนลดในการซื้อสิทธิที่จะซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศในอนาคต หรือออปชั่น คอนแท็กต์ ซึ่งมาตรการนี้คาดว่าจะมีการเสนอของรัฐบาลช่วยเรื่องเงินชดเชยตามคูปองส่วนลดที่จะออกมา เพื่อช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมในการทำออปชั่นแก่ผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการของ ธสน. คือ การออกสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้ส่งออกเอสเอ็มอี ทำประกันความเสี่ยงทั้งอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงการลงทุน การไม่ได้รับชำระค่าสินค้าจากประเทศคู่ค้า โดยจะคิดค่าธรรมเนียมในอัตราพิเศษอีกด้วย
"ในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าทาง ธสน. ขอแนะนำผู้ส่งออกว่าอย่าไปเก็งเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนว่าบาทจะกลับไปที่ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนั้นเมื่อนี้ ขอให้ตัดสินใจทำการป้องกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเลยจะดีกว่า เท่าที่ดูยอดผู้ส่งออกทำประกันความเสี่ยงแล้วยังมียอดเพิ่มน้อยมาก" พิศิษฐ์ กล่าว
อย่างไรก็ดี มาตรการที่เสนอไปให้ สศค.ทั้งหมดนี้จะต้องมีการพิจารณาเพื่อคัดกรองและนำเสนอให้ รมว.คลัง เห็นชอบต่อไป โดยในส่วนของมาตรการที่จะทำร่วมกับสมาคมธนาคารไทยในการซื้อสัญญาซื้อ หรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ดคอนแท็กต์) ในราคาต้นทุนเพื่อช่วยผู้ประกอบการส่งออกจะทำไปจนถึงสิ้นปีนี้ ได้มีการหารือกับสมาคมธนาคารไทยแล้ว และทางสมาคมธนาคารไทยก็พร้อมให้ความร่วมมือในการช่วยลดภาระให้ผู้ส่งออกในครั้งนี้ด้วย
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการหารือเรื่องการดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจประเทศไทยไม่ดี แต่มาจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ทำให้ค่าเงินบาทรวมถึงค่าเงินอื่นๆ ในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นมา
สมชัย กล่าวอีกว่า ในส่วนของภาคธุรกิจขอแนะนำให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ต้องทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้านำเข้าส่งออก ต้องทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ เพื่อป้องกันความผันผวนในอนาคต ส่วนกลุ่มธุรกิจรายย่อยและเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งคลังได้หารือเพื่อหาแนวทางเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านกลไกของเอ็กซิมแบงก์ รวมถึงการช่วยเหลือผ่านธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ให้เข้ามาช่วยปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้ธุรกิจรายย่อยสามารถเดินหน้ารับความผันผวนของเศรษฐกิจได้
ทั้งนี้ ธปท.รายงานว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ยังไหลเข้ามาลงทุนในภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วมีมูลค่าทั้งสิ้น 4,101 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ไตรมาสแรกเข้ามา 2,537 ล้านดอลลาร์ สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่เข้ามา 1,922 ล้านดอลลาร์ และต่อมาในเดือน เม.ย.ปีนี้ก็เข้ามาอีก 520 ล้านดอลลาร์ และล่าสุดเดือน พ.ค. ไหลเข้ามาอีก 1,043 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ดี การไหลเข้ามาของ เงินในเอฟดีไอยังไม่รวมเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) และตลาดหุ้นไทย ล่าสุดในครึ่งแรก ปีนี้เงินลงทุนจากต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) เข้ามาแล้วรวม 9.56 หมื่นล้านบาท ส่วนการเข้ามาลงทุนของต่างชาติใน ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-24 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมูลค่ารวม 1.75 หมื่นล้านบาท







