
กู้เงินทำงบขาดดุลยาว ดันเศรษฐกิจ
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงการทำงบประมาณรายจ่ายปี 2560 เป็นการทำงบประมาณแบบขาดดุลมากที่สุดตั้งแต่เคยทำงบประมาณแบบขาดดุลมา โดยมีวงเงินสูงถึง 5.52 แสนล้านบาท เริ่มต้นมีการทำงบขาดดุลวงเงิน 3.9 แสนล้านบาท และได้มีการทำงบประมาณกลางปี 2560 เพิ่มเติมอีก 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินเพิ่มอีก 1.62 แสนล้านบาท ทำให้รวมแล้วขาดดุลงบประมาณกว่าครึ่งล้านล้านบาท
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การทำงบประมาณรายจ่ายปี 2560 เป็นการทำงบประมาณแบบขาดดุลมากที่สุดตั้งแต่เคยทำงบประมาณแบบขาดดุลมา โดยมีวงเงินสูงถึง 5.52 แสนล้านบาท เริ่มต้นมีการทำงบขาดดุลวงเงิน 3.9 แสนล้านบาท และได้มีการทำงบประมาณกลางปี 2560 เพิ่มเติมอีก 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินเพิ่มอีก 1.62 แสนล้านบาท ทำให้รวมแล้วขาดดุลงบประมาณกว่าครึ่งล้านล้านบาท
สาเหตุการทำงบประมาณแบบ ขาดดุลสูงเป็นประวัติศาสตร์ เพราะไตรมาส 4 ของปี 2559 ซึ่งเป็นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 รัฐบาลเห็นว่าเศรษฐกิจมีสัญญาณการขยายตัวที่แผ่วลง เนื่องจากการส่งออกไม่ดี การลงทุนเอกชนไม่ฟื้น และการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว
ส่งผลให้รัฐบาลต้องตัดสินใจเร่งเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อรักษาการเจริญเติบโตเศรษฐกิจไม่ให้ลดลง เพราะจะทำให้ความเชื่อมั่นที่มีอยู่ไม่มากลดถอยหายไปอีก เพราะหากปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอตัวนักลงทุนและ ผู้บริโภคเกิดความไม่มั่นใจ การดึงเศรษฐกิจให้กลับฟื้นขึ้นมาจะยิ่งยากมากขึ้น
ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ลังเลที่จะทำงบประมาณแบบขาดดุลเพิ่มเติม เพราะการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นเครื่องยนต์ที่ทำงานได้เต็มที่ หากไม่เร่งเครื่องการใช้จ่ายภาครัฐเศรษฐกิจจะมีแต่ทรงกับทรุด
สำหรับปีงบประมาณรายจ่าย 2561 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 4.5 แสน ล้านบาท แม้ว่าจะลดลงจากงบประมาณปีก่อนหน้ากว่า 1 แสน ล้านบาท ก็ยังถือว่าเป็นการขาดดุล งบประมาณที่สูง ซึ่งเหตุผลก็ต้องการรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กรอบงบประมาณ รายจ่ายปี 2561 มีวงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท เพื่อเพิ่มงบลงทุนให้มากขึ้นอยู่ที่ 23% ของงบประมาณรายจ่าย จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 22% เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากที่สุด โดย 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2561 จะขยายตัว 3.8%
"เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงแม้ว่าเศรษฐกิจภายในฟื้นตัวมากขึ้น การทำงบประมาณขาดดุลยังมีความจำเป็น เพราะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และในปี 2561 จะมีการจัดสรรงบลงทุนระดับกลุ่มจังหวัดเพิ่มมากขึ้น ต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2560 และการทำงบขาดดุลเพิ่มมากขึ้นก็ยังทำสัดส่วนหนี้สาธารณะปี 2561 อยู่ที่ 45% ของ จีดีพี อยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี"
ด้าน อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่า การทำงบขาดดุลปี 2561 สูง เพื่อเพิ่มเงินลงทุนของประเทศให้มากขึ้น ตอนนี้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลายตัวกำลังติด หากรัฐบาลไปลดหรือหยุดการลงทุน ก็อาจจะทำให้เครื่องยนต์ที่จะติดดับไปได้ และไม่ เป็นผลดีกับการขยายตัวเศรษฐกิจ
ขณะที่ สุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า จากการปรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2560 ล่าสุด สบน. คาดว่ารัฐบาลยังต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลระดับสูงอีกหลายปี เพื่อดูแลเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพ โดยปีงบประมาณ 2562-2564 ทาง สบน.คาดการณ์ไว้ว่ารัฐบาลจะต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลอยู่ ปีละ 4.5-5 แสนล้านบาท เนื่องจากมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกจำนวนมากที่รัฐบาลต้องดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำงบประมาณแบบขาดดุลจะอยู่ระดับสูง แต่การขาดดุลเมื่อเทียบกับจีดีพีของประเทศจะลดลง เพราะเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ไม่กระทบกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีต้องไม่เกิน 60% และภาระงบชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายไม่เกิน 15% โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 6.34 ล้านล้านบาท หรือ 42.9% ของจีดีพี
ทั้งนี้ หากมองย้อนหลังจะพบว่า ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550-2560 รัฐบาลทุกรัฐบาลในช่วงเวลาดังกล่าวทำงบประมาณรายจ่ายแบบขาดดุลต่อเนื่องมาตลอด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจาก การได้รับผลกระทบเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่มีปัญหาผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมือง
ขณะเดียวกันหากมองไปข้างหน้า ก็คาดการณ์ได้ว่ารัฐบาลต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลอีกนาน 5-10 ปี เพราะจากการประเมินของ สบน. การทำงบประมาณแบบขาดดุลในระดับสูงอย่างน้อยอีก 3-4 ปี และหลังจากนั้นจะมีการทำงบประมาณแบบขาดดุล ลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้การ ทำงบประมาณเข้าสู่ภาวะสมดุล
สาเหตุต้องกู้เงินทำงบขาดดุลอีกเป็นเวลานาน เพราะการใช้จ่ายภาครัฐบาลยังต้องเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้การส่งออกของไทยกลับมาขยายตัวได้ดี แต่ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกก็ยังมีความเสี่ยงจากความไม่สงบและภัยคุกคามการก่อการร้าย และการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้น
นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนของไทย ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดยังไม่ยอมลงทุนเพิ่ม แม้ว่าในปี 2559 และ 2560 รัฐบาลจะมีมาตรการภาษีส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนจำนวนมาก แต่เอกชนก็ยังไม่สนใจลงทุนในประเทศเพิ่ม แต่กลับขนเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะสินทรัพย์มีราคาถูก การลงทุนได้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในประเทศ
แม้ว่ารัฐบาลจะผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษแต่นักลงทุนก็เมินลงทุน จนรัฐบาลต้องปรับขบวนทัพมาดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี แต่ก็ยังต้องใช้เวลาดำเนินการอีกนานกว่าโครงการนี้จะเป็นรูปเป็นร่างสร้างความเชื่อมั่น ให้มาลงทุนเพิ่ม
ด้านการบริโภคภาคเอกชนก็ยังขยายตัวไม่มาก แม้ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวดี แต่เศรษฐกิจฐานรากกลับไม่รู้สึกดีตามตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวม ที่ออกมา ซึ่งรัฐบาลก็รับทราบปัญหา ดังกล่าวอย่างดี และได้พยายามเร่งแก้ไขอัดฉีดเงินพยุงเศรษฐกิจฐานรากเฉพาะหน้า ผ่านโครงการแจกสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น
ดังนั้น รัฐบาลจึงหนีไม่พ้นต้องเดินหน้าทำงบประมาณแบบขาดดุลยาว เพื่อกระตุ้นและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ระดับสูง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนลงทุนตาม ส่งผลต่อเนื่องไป ถึงการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพและ มีเสถียรภาพ n







