
กับดักเงินเฟ้อ ฉุดแบงก์ชาติปรับแผน
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ในยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2007-2008 บรรดาธนาคารกลางจากประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต่างใช้นโยบายการเงินในรูปแบบผ่อนคลายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น และเมื่อเศรษฐกิจฉายแววที่จะฟื้นตัวแล้ว หลายฝ่ายจึงต่างคาดการณ์ว่าจะถึงคราวสิ้นสุดนโยบาย "ฉุกเฉิน" เหล่านั้น เข้าสู่ยุคนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ในยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2007-2008 บรรดาธนาคารกลางจากประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต่างใช้นโยบายการเงินในรูปแบบผ่อนคลายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น และเมื่อเศรษฐกิจฉายแววที่จะฟื้นตัวแล้ว หลายฝ่ายจึงต่างคาดการณ์ว่าจะถึงคราวสิ้นสุดนโยบาย "ฉุกเฉิน" เหล่านั้น เข้าสู่ยุคนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อในประเทศเหล่านั้นกลับยากจะขึ้นถึงเป้าหมายที่บรรดาธนาคารกลางตั้งเอาไว้ที่ 2% สำหรับเฟดและบีโอเจ หรือใกล้เคียง 2% สำหรับอีซีบี ส่งผลให้ธนาคารกลางไม่สามารถลดแผนนโยบายการเงินได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ เมื่อมองเข้าไปในเศรษฐกิจภาคจริง ไม่ใช่เพียงความสดใสของตลาดหุ้น
เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด เปิดเผยระหว่างการชี้แจงนโยบายกับวุฒิสภาสหรัฐ เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ตอนนี้การขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อยังคงเผชิญความเสี่ยงอยู่ แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าอัตราเงินเฟ้อจะขึ้นไม่ถึงเป้าหมายที่ 2% ในอีกราว 2 ปีข้างหน้า และเงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นได้เมื่อปัจจุบันอัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำ
คำพูดของคณะกรรมการการเงินของธนาคารกลางมักได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด การเปลี่ยนแปลงในคำพูดเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลให้คาดการณ์เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยความไม่ไว้ใจต่ออัตราเงินเฟ้อของเยลเลน เมื่อประกอบกับรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเดือน มิ.ย. ซึ่งสมาชิกคณะกรรมการการเงินบางคนเริ่มแสดงความกังวลว่า การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเกินไป จะฉุดการขยายตัวของเงินเฟ้อและสร้างความผันผวนทางการเงิน ส่งผลให้ความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อขยายตัวต่ำเกินไปเริ่มมีเค้าความจริง
นอกจากนี้ เยลเลน ยังเปิดเผยด้วยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงไม่แน่นอน เพราะความไม่แน่ชัดในการใช้นโยบายการคลังและนโยบายอื่นๆ ของสหรัฐ โดยการเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการผลักดันนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที ทั้งการปรับลดภาษี การทุ่มทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และปรับลดการกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งต่างเป็นนโยบายที่สนับสนุนให้เกิดอัตราเงินเฟ้อทั้งสิ้น
ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ของสหรัฐ ซึ่งสะท้อนการขยายตัวเงินเฟ้อในเดือน พ.ค. ปรับลง 0.1% ก่อนไม่ขยายตัวเลยในเดือนถัดมา โดยราคาสินค้าถูกจะส่งผลต่อยอดขายของภาคค้าปลีกซึ่งเป็นเศรษฐกิจภาคจริง ส่งผลให้ยอดค้าปลีกเดือน พ.ค. ปรับลดลงมา 0.2% ขณะที่ยอดการใช้จ่ายผู้บริโภคเติบโตเพียง 0.1% เท่านั้น ส่วนการเติบโตของรายได้ประชาชนขยายตัว 0.4%
การขยายตัวของรายได้ไม่สดใสเท่าที่ควร แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะอยู่ในช่วงอัตราว่างงานต่ำถึง 4.4% เมื่อเทียบกับช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2009 ที่อัตราว่างงานสูงถึง 10% ทำให้คาดการณ์ความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้เริ่มลดน้อยลงไป หลังเฟดมุ่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้วถึง 3 ครั้ง นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2015
ความกังวลต่อการขยายตัวของรายได้ ปรากฏอยู่ในถ้อยแถลงหลังการประชุมนโยบายการเงินของมาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบีด้วยเช่นกัน โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาอีซีบีคงมาตรการการเงินเอาไว้ ทั้งการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำติดลบ 0.4% และการซื้อคืนพันธบัตรอีกเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.3 ล้านล้านบาท) พร้อมย้ำว่าอีซีบีจะอดทนรอให้ทิศทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อแข็งแกร่งกว่านี้ก่อน
ดรากี ระบุว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากความต้องการภายในนั้นสูงและภาคเอกชนก็สามารถทำกำไรได้ และเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นมาจากปีก่อน ก็สามารถช่วยการส่งออกของกลุ่มประเทศยูโรโซนเอาไว้ได้มาก แต่การขยายตัวของรายได้ประชาชนกลับไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งการคงนโยบายการเงินดังกล่าว คาดว่าจะช่วยให้รายได้ดังกล่าวขยายตัวได้
แม้เงินเฟ้อในยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในเดือน มิ.ย. ต่อเนื่องจาก 1.4% ในเดือน พ.ค. และ 1.9% ในเดือน เม.ย. ขณะที่อัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี ซึ่งจะช่วยให้รายได้ของประชาชนเติบโตขึ้นในท้ายที่สุด แต่การปรับขึ้นดังกล่าวยังไม่มั่นคงนัก โดยมาตรวัดเงินเฟ้อที่อีซีบีใช้เป็นหลัก (เฮดไลน์) นั้นอยู่ที่ 1.1% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อยู่ที่ 0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
"พวกเราต้องฝืนและอดทนไปก่อน เพราะยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้" ดรากี กล่าว
ในวันเดียวกัน ก่อนหน้าการแถลงการณ์ของอีซีบี ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศคงนโยบายเอาไว้พร้อมกับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ โดยคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะถึงเป้าหมายที่ 2% ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2018 เป็นภายในสิ้นปีงบประมาณ 2019 ซึ่งสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2020
แม้เงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะเติบโต ขึ้นติดต่อกัน 5 เดือน นับถึงเดือน พ.ค. ที่อยู่ที่ 0.4% แต่ก็ยังห่างไกลกับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ที่ 2% โดยหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล ยังรายงานอีกด้วยว่า ค้าปลีกญี่ปุ่นต้องลดราคาแข่งขันกับภาคส่วนอี-คอมเมิร์ซที่ได้เปรียบด้านต้นทุนจากการไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน กลายเป็นปัญหาใหม่ที่ฉุดการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อมากขึ้น
เงินเฟ้อมีผลต่อการขยายตัวของภาคค้าปลีก โดยแม้จะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนที่เศรษฐกิจย่ำแย่ แต่เมื่อเทียบรายได้ ยอดการเติบโตค้าปลีกเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปรับลดถึง 1.6% หลังเดือน เม.ย. ยอดขายพุ่งถึง 1.4% ต่อเนื่องจากการขยายตัวราว 0.2-0.3% ใน 3 เดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งส่งผลให้การปล่อยกู้นั้นทำได้ง่ายขึ้น อาจกระทบต่อเสถียรภาพการเงินในอนาคตได้ ตามที่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ออกรายงานเตือนเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และการเลิกใช้นโยบายการเงินช้าเกินไป อาจกลายเป็นชนวนก่อให้เกิดวิกฤตการเงินระลอกใหม่ได้
แต่บีไอเอส ระบุว่า การออกจากการใช้นโยบายการเงินอย่างรวดเร็วเกินไป ก็จะก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดทุนเช่นเดียวกัน
ความกังวลต่อการจะก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ภาคธนาคารกลางไม่สามารถลดการใช้นโยบายการเงินได้อย่างรวดเร็วไปนัก โดยเฉพาะในยุโรปที่เมื่อดรากีส่งสัญญาณในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการประชุมวันที่ 20 ก.ค. จะลดการใช้นโยบายการเงิน ค่าเงินยูโรก็แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และไปแตะระดับสูงสุด 14 เดือน เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า อีซีบีระมัดระวังในการเปลี่ยนแปลงเนื้อความในถ้อยแถลง เนื่องจากเกรงว่านักลงทุนจะรีบตัดสินใจเมื่อได้รับสัญญาณการลดขนาดมาตรการซื้อคืนพันธบัตร ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรที่เคลื่อนไหวสวนทางกับราคาสูงขึ้นจากการเทขายทิ้งพันธบัตร และทำให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
บรรดาธนาคารกลางจึงไม่สามารถรีบลดขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะอัตราเงินเฟ้อที่ไม่ถึงเป้าหมายคอยขวางทางอยู่ แม้เศรษฐกิจจะเริ่มฉายแววสดใสแล้วก็ตาม n







