posttoday
กระแสต่อต้านคอร์รัปชั่น

กระแสต่อต้านคอร์รัปชั่น

20 กรกฎาคม 2560

พิษณุ พรหมจรรยา ที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เขียนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านของธรรมาภิบาล และการปรับตัวขององค์กรในภาคธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป วันนี้เลยอยากจะเขียนต่อเนื่องไปถึงแนวโน้มและทิศทางการต่อต้านคอร์รัปชั่นของโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่เคียงคู่มากับกระแสธรรมาภิบาลและจะเข้ามาเป็นปัจจัยที่มีผลกับการทำธุรกิจในอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน

พิษณุ พรหมจรรยา ที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เขียนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านของธรรมาภิบาล และการปรับตัวขององค์กรในภาคธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป วันนี้เลยอยากจะเขียนต่อเนื่องไปถึงแนวโน้มและทิศทางการต่อต้านคอร์รัปชั่นของโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่เคียงคู่มากับกระแสธรรมาภิบาลและจะเข้ามาเป็นปัจจัยที่มีผลกับการทำธุรกิจในอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน

การทำความเข้าใจกับทิศทางการต่อต้านคอร์รัปชั่นของโลกมีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้บริษัทในภาคธุรกิจสามารถเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในการทำธุรกิจได้อย่างเหมาะสมแต่เนิ่นๆ ซึ่งในที่สุดจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ และอาจจะสร้างความได้เปรียบให้กับบริษัทได้ด้วยหากสามารถปรับตัวได้ดีและเร็วกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นปัญหาสุดคลาสสิกที่คงอยู่คู่กับมนุษยชาติมายาวนาน และสามารถปรับเปลี่ยนโฉมหน้าและกลไกให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้อยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่ที่มนุษย์เริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในสังคมบุพกาล มาจนถึงยุคดิจิทัลที่กิจวัตรประจำวันของคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในโลกออนไลน์อยู่หน้าจอมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตมากกว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ที่อยู่รอบตัว

ไม่ว่าจะในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศด้อยพัฒนา ไม่มีประเทศไหนเลยที่สามารถพูดได้ว่าปลอดจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น 100% ถึงแม้ว่าความรุนแรงหนักเบาของปัญหาของประเทศต่างๆ อาจจะแตกต่างกันไป โดยหากมองในภาพรวมแล้ว มีการประเมินโดย OECD ว่าในแต่ละปีมีเม็ดเงินที่ถูกใช้เพื่อการจ่ายสินบนของประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมกันมีมูลค่าสูงถึงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 11.5 เท่าของงบประมาณรายจ่ายรัฐบาลไทยปี 2561) เลยทีเดียว

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้อ่านรายงานที่น่าสนใจฉบับหนึ่งของ PWC เรื่อง "Five forces that will reshape the global landscape of anti-bribery and anti-corruption" ซึ่งพูดถึงปัจจัยสำคัญ 5 ประการ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในด้านของการต่อต้านการให้สินบนและการทุจริตคอร์รัปชั่นในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้แก่

1.หน่วยงานตรวจสอบและปราบปรามคอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ จะทำงานประสานและสนับสนุนกันอย่างใกล้ชิดและเป็นระบบมากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศได้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีผลกับการดำเนินธุรกิจในประเทศของตัวเองเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงการทำธุรกิจของกิจการที่เกี่ยวข้องในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกด้วย อย่างเช่น Foreign Corruption Practices Act (FCPA) ของสหรัฐ หรือ U.K. Bribery Act ของอังกฤษ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในช่วงสองสามปีมานี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบงานป้องกันปราบปรามคอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ ได้มีการประสานความร่วมมือ และทำงานสนับสนุนกันและกันมากขึ้นกว่าในอดีต ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนของเรื่องนี้ก็คือการดำเนินคดีกับ Rolls-Royce ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของหน่วยงานตรวจสอบในสหรัฐ อังกฤษ และบราซิล ส่งผลให้ Rolls-Royce ต้องยอมจ่ายจ่ายค่าปรับถึง 671 ล้านปอนด์ เพื่อยุติการดำเนินคดีสินบนที่เกี่ยวข้องกับกิจการหลายประเทศ รวมถึงรัฐวิสาหกิจชั้นนำของไทยด้วย

2.กระแสสังคมจะมีน้ำหนักในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นมากกว่าการบังคับใช้ตัวบทกฎหมาย ในโลกยุค Social media เช่น ในปัจจุบันผู้คนมีช่องทางและแรงจูงใจมากขึ้นในการที่จะเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งนับวันจะยิ่งกลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจที่คนในสังคมยอมรับได้น้อยลงทุกที แม้แต่ในประเทศที่การคอร์รัปชั่นแพร่กระจายและฝังรากลึกจนกลายเป็นหนึ่งในบรรทัดฐานของสังคมอย่างอินเดีย ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จของการทำแคมเปญ อย่าง www.ipaidabribe.com ซึ่งเปิดโอกาสให้คนอินเดียที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับสินบนในการติดต่อราชการสามารถเข้าไปให้ข้อมูลการถูกเรียกรับสินบนได้ผ่านทางเว็บไซต์ และข้อมูลจำนวนมากที่มาจากเสียงจริงๆ ของประชาชนก็กลายเป็นแรงกดดันให้หน่วยราชการของอินเดียต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการและแก้ปัญหาการเรียกรับสินบน

การทำแคมเปญที่อาศัยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในลักษณะนี้ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ และหลายๆ ประเทศก็มีการทำแคมเปญในลักษณะนี้อยู่เหมือนกัน

สำหรับในประเทศไทย แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต (CAC) กำลังทำงานอย่างหนักร่วมกับหลายองค์กรทั้งในภาครัฐบาล เอกชน และประชาสังคมเพื่อสร้าง Platform ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยทุกคน ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ไปจนถึงระดับ Elite สามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจในการใช้บริการภาครัฐ ซึ่งจะรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายเงินใต้โต๊ะด้วย โดยข้อมูลที่ได้รับจากประชาชนจะถูกนำไปวิเคราะห์อย่างละเอียดและเป็นระบบโดยองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือในภาคเอกชน ก่อนที่จะนำไปแจ้งให้รัฐบาลและสาธารณชนทราบ ซึ่งจะเป็นทั้งการเพิ่มทั้งแรงจูงใจและแรงกดดันให้หน่วยราชการปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากโครงการซึ่งมีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "Citizen Feedback" นี้เป็นโครงการที่ใหญ่มาก เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ และต้องมีการประสานความร่วมมือกับหลายองค์กรในภาคส่วนต่างๆ โดยในปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดทำโครงการนำร่อง วันนี้จึงขอเกริ่นเป็นน้ำจิ้มไว้เพียงเท่านี้ก่อน แล้ววันหลังจะหาโอกาสเขียนถึงโครงการนี้ให้อ่านกันอย่างละเอียดอีกครั้งนะครับ

จริงๆ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ให้จบในตอนเดียว แต่พื้นที่หมดเสียแล้ว ต้องขออนุญาตท่านผู้อ่านยกยอดปัจจัยที่เหลืออีก 3 ข้อไปว่า n

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว