
กระตุ้นลงทุนให้ถูกทาง
การให้น้ำหนักในความพยายามเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งล่าสุดรัฐมองไปที่ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของเอกชนไทย กับเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่วูบ สวนกับภาพรวมของประเทศที่ความสามารถในการแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้น 2 อันดับ ขึ้นมาอยู่ที่ 27 จาก 63 ประเทศทั่วโลก
การให้น้ำหนักในความพยายามเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งล่าสุดรัฐมองไปที่ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของเอกชนไทย กับเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่วูบ สวนกับภาพรวมของประเทศที่ความสามารถในการแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้น 2 อันดับ ขึ้นมาอยู่ที่ 27 จาก 63 ประเทศทั่วโลก
ตามการจัดอันดับ World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development (IMD) สวิตเซอร์แลนด์ ปี 2560 ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 27 แต่ประสิทธิภาพของธุรกิจเอกชนที่เคยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแซงหน้าความสามารถแข่งขันประเทศรวม มาครั้งนี้กลับทรงตัวที่อันดับ 25 โดยรัฐบาลมองว่า เพราะเอกชนยังขาดการปรับตัวและเร่งลงทุน ส่วนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่รัฐมองไม่ดี เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มานาน จากปัญหาการชุมนุมทางการเมือง การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย
เมื่อเป็นเช่นนั้นต่อไปรัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่าอีก 1-2 ปี ความสามารถในการแข่งขันของไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานจะอันดับดีขึ้นไปอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 40 จากปัจจุบัน 49 และเชื่อว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นจะจูงใจให้เอกชนลงทุนตาม เพื่อหาประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
จริงอยู่โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวบางส่วนอาจจะกระตุ้นให้บางธุรกิจ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ศูนย์การค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีการลงทุนมากขึ้น เกิดการจ้างงาน แต่สิ่งที่จะทำให้เอกชนลงทุนเป็นรูปธรรมตามยุทธศาสตร์ 20 ปี ไทยแลนด์ 4.0 ความต้องการที่เอกชนจะเกิดขึ้นได้หลักๆ คือต้องกำไรมากกว่านำเงินสดไปฝากหรือหาประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งในการที่จะสร้างกำไรได้ก็ต้องดูปัจจัยหลายอย่างที่มีความเชื่อมั่นมาก เสี่ยงน้อย การลงทุนต้องสร้างความได้เปรียบ ต้องมีทรัพยากร อาทิ วัตถุดิบถูก ทรัพยากรมนุษย์มีคุณภาพ และสิ่งที่ลงทุนต้องขายได้
ดังนั้น เมื่อรัฐอยากให้เอกชนลงทุน โดยเฉพาะตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ที่มีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เป็นหัวหอกหลักหวังต่อยอดจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาหลายสิบปีให้กลับมาโชติช่วงชัชวาลอีกครั้ง ซึ่งครั้งนั้นมีวัตถุดิบก๊าซธรรมชาติเป็นความได้เปรียบให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ปิโตรเคมีต่างๆ
อย่างไรก็ตาม โครงการอีอีซีครั้งนี้ที่มีเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรมใหม่ เช่น อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมไอที อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมการบิน ท่องเที่ยว ซึ่งอุตสาหกรรมใหม่ที่ไทยแลนด์ 4.0 ต้องการส่งเสริม ไม่ได้ใช้ความได้เปรียบวัตถุดิบก๊าซธรรมชาติ การจะให้เอกชนลงทุน 10 อุตสาหกรรมไทยแลนด์ 4.0 ปัจจัยหลักคือทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ เช่นที่สิงคโปร์ ซึ่งสร้างคนไม่ทันเหมือนไทย แต่มีมาตรการดึงคนที่มีความรู้จากทั่วโลกมาทำงาน มีแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ตรงกับอุตสาหกรรมที่สิงคโปร์ส่งเสริม เช่น ช่างเทคนิคต่างๆ มีการสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเป็นสมองวิจัยพัฒนาเชื่อมโยงกับธุรกิจ มีการสร้างความปลอดภัย ระบบการเงิน การปราบคอร์รัปชั่นจริงจัง
จากแนวทางดังกล่าวจึงอยากให้รัฐนำปัจจัยที่ประเทศอื่นใช้ได้ผลไปปรับใช้เพื่อกระตุ้นให้เอกชนลงทุนได้ตรงประเด็นมากขึ้น จริงอยู่เอกชนต้องรับความเสี่ยงไปบ้าง แต่ถ้ารัฐกระตุ้นไม่ถูกจุดก็ไร้ผล







