
ห่วงพรก.แรงงานต่างด้าว ฉุดศก.ไทย
ดวงนภา ประเสริฐพงษ์ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) เอ็มเอฟซี เปิดเผยในงานสัมมนา "เกาะติดเศรษฐกิจไทย (ครึ่งปีหลัง 60) ...สดใสหรือไร้แวว" ว่า รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3.5-4% ตามกรอบที่วางไว้ จากการส่งออกที่มีสัญญาณดี สัญญาณเงินบาทบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจดี เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาค เอกชนขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์ แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ ระดับจุลภาค ทั้งเอสเอ็มอี กลุ่มแรงงานภาคประชาชน เกษตรกรประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
ดวงนภา ประเสริฐพงษ์
ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) เอ็มเอฟซี เปิดเผยในงานสัมมนา "เกาะติดเศรษฐกิจไทย (ครึ่งปีหลัง 60) ...สดใสหรือไร้แวว" ว่า รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3.5-4% ตามกรอบที่วางไว้ จากการส่งออกที่มีสัญญาณดี สัญญาณเงินบาทบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจดี เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาค เอกชนขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์ แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ ระดับจุลภาค ทั้งเอสเอ็มอี กลุ่มแรงงานภาคประชาชน เกษตรกรประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหาเรื่องการจัดการแรงงาน ทั้งแรงงานไทย แรงงานต่างด้าว มีการออกกฎหมายมาแก้ปัญหาแต่กลับเกิดปัญหา ทั้งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวมาตลอด นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการจัดการที่ดิน ทั้งปัญหารุกล้ำที่ดินสาธารณะ รุกป่า ทั้งปัญหาแรงงานและที่ดิน จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถแก้ให้ราบรื่นได้
"หากสถานการณ์แรงงานและที่ดินยังเป็นเช่นนี้ จะส่งผลต่อซัพพลาย สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับภาคผลิต ภาคบริการ กลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจระดับจุลภาค ที่จะฉุดเศรษฐกิจในระยะยาว แม้จะมีการจัดงบประมาณช่วยเหลือ เช่น กองทุนเอสเอ็มอี 2 หมื่นล้านบาท ก็เป็น การนำงบประมาณมาช่วย นำเงิน คนหนึ่งมาให้อีกคนหนึ่ง และยังเสี่ยงต่อการสร้างหนี้ เชื่อว่ารัฐบาลรู้อยู่แล้ว ว่ามีปัญหาอะไร และจะแก้ยังไง อยู่ที่ว่าจะลงมือทำอย่างจริงจังหรือไม่" ณรงค์ชัย กล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องดูแลเศรษฐกิจระดับจุลภาค เศรษฐกิจระดับล่าง กำลังซื้อประชาชน ไม่ต้องห่วงเอกชนรายใหญ่ พวกนี้ดูแลตัวเองได้ และยังมีการจัดที่ดินให้ลงทุนพิเศษในภาคตะวันออก (อีอีซี) เอื้อต่อการลงทุน แต่ที่ดินอื่น ทั่วประเทศยังมีปัญหาอยู่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ต้องจัดการให้ดีเช่นกัน
ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาเพื่อนบ้านมากเกินไป โดยเฉพาะความมั่นคงทางด้านพลังงาน เนื่องจากไทยมีการซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว เพื่อนำมาใช้ในประเทศเป็นจำนวนมาก จึงกังวลว่า ในอนาคตหากไทยไม่สร้างความพร้อมจากภายใน แต่หวังจะพึ่งพิงเพื่อนบ้านต่อไปจะส่งผลกระทบได้ในอนาคต เช่นเดียวกับการที่ไทยประสบปัญหา ด้านแรงงานจากผลกระทบ พ.ร.ก. แรงงาน เพราะใช้แรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก ในช่วงที่แรงงานไหลออกนอกประเทศส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวกว่า 6,000 คน
"ครึ่งปีหลัง การค้าการลงทุนมองดีมานด์และซัพพลาย เรื่องของดีมานด์ ผู้ประกอบการค่อนข้างพร้อมอยู่แล้ว แต่ซัพพลายที่เห็นชัดเจนว่าขาดแคลน คือ แรงงาน เพราะเราขาดแคลนคนวัยทำงานอย่างมาก ต้องแก้ไขที่การศึกษาด้วย อย่างไรก็ตามการเปิดเสรีการค้าระหว่างกันในภูมิภาคมากขึ้นก็ถือเป็นข้อดี เพื่อเป็นการขยายความร่วมมือไปยังประเทศอื่นๆ แต่เราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ก่อน หากมีปัญหาเกิดขึ้นคนที่แย่จะเป็นเราเอง" ณรงค์ชัย กล่าว
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจัยลบที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดช่วงครึ่งปีหลัง คือ ผลที่มาจาก พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว การกีดกันการค้าของสหรัฐ ปัญหาสงครามที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย และการบริหารการจัดการ ขณะที่ปัจจัยบวกมาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานของรัฐบาล และการกระจาย รายได้ของเกษตรกรที่อยู่ในเกณฑ์ดีกว่าปีที่ผ่านมา
บวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดี เห็นได้จากยอดขายของรถกระบะที่สูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น สืบเนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ดี ขณะที่อีอีซีจะส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นหากเกิดขึ้นได้จริง ส่วนปัจจัยลบที่ต้องจับตามอง คือ เงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งทาง ส.อ.ท.ต้องการให้ ธปท.ดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งการประกาศใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ส่งผลกระทบทันทีกับเอสเอ็มอี ทั้งสองเรื่องนี้อาจจะฉุดเศรษฐกิจไทยถดถอย
มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า แนวโน้มในอนาคตไทยมีโอกาสนำเข้าพลังงาน 100% จากปัจจุบันนำเข้า 80-85% ผลิตได้เอง 20-25% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัว มีการลงทุนต่างๆ เช่น การลงทุนในพื้นที่อีอีซีจะส่งผลให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การผลิตพลังงานในไทยกลับลดลง เป็นผลจากปัจจัยต่างๆ เช่น การต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้า การเปิดสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ หรือรอบ 21 มีความล่าช้า ส่วนราคาน้ำมันในปีนี้คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 49-55 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
"ตอนนี้เราต้องหวังพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน ต่อไปของเขาก็ต้องหมดลง ตอนนี้ไทยก็หันนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอล เอ็นจี) เพื่อมาผลิตไฟฟ้า คาดการณ์กันว่า ภายใน 20 ปีไทยต้องนำก๊าซ แอลเอ็นจีสูงถึง 30 ล้านตัน/ปี ขณะที่ ปตท.มีคลังสำรองก๊าซแอลเอ็นจีได้ประมาณ 2.15 ล้านตัน และเตรียมสร้างคลังเพิ่มเป็น 10 ล้านตัน เพราะฉะนั้นที่เหลืออีกกว่า 20 ล้านตัน ต้องสร้างคลังเพิ่มอีกกว่า 4-5 แห่ง ก็ต้องวางแผนกันให้ดี เพราะต้องใช้ระยะเวลาการสร้างแต่ละคลัง 7-8 ปี ค่าก่อสร้างกว่าแสนล้านบาท" มนูญ กล่าว







