
ถึงเวลา... ดิจิทัล ดีทอกซิ่ง กันหรือยัง?
เรื่อง โยธิน อยู่จงดีภาพ เอเอฟพี, เอพีในโลกดิจิทัลอันแสนรวดเร็วและทันสมัย แน่นอนว่าทุกคนชอบในความสะดวกสบายที่ติดตามเราไปทุกที่ แต่ความสะดวกสบายและรวดเร็วนี้ นำมาซึ่งบางสิ่งที่กัดกินพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้เหลือน้อยลงไปทุกที บางครั้งเราก็แยกแยะไม่ค่อยได้ว่า เสียงเตือนแชตกลุ่มที่ดังขึ้นมาแทบทั้งวันทั้งคืน เป็นเรื่องงาน หรือกลุ่มแชตที่คุยกันสนุกๆ หลายคนเป็นเหมือนกันคือ ตั้งใจเปิดดูโซเชียลมีเดียแบบชั่วครั้งชั่วคราว แล้วกลับพบว่า เราเสียเวลาในชีวิตไปหลายชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว
เรื่อง โยธิน อยู่จงดีภาพ เอเอฟพี, เอพี
ในโลกดิจิทัลอันแสนรวดเร็วและทันสมัย แน่นอนว่าทุกคนชอบในความสะดวกสบายที่ติดตามเราไปทุกที่ แต่ความสะดวกสบายและรวดเร็วนี้ นำมาซึ่งบางสิ่งที่กัดกินพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้เหลือน้อยลงไปทุกที บางครั้งเราก็แยกแยะไม่ค่อยได้ว่า เสียงเตือนแชตกลุ่มที่ดังขึ้นมาแทบทั้งวันทั้งคืน เป็นเรื่องงาน หรือกลุ่มแชตที่คุยกันสนุกๆ หลายคนเป็นเหมือนกันคือ ตั้งใจเปิดดูโซเชียลมีเดียแบบชั่วครั้งชั่วคราว แล้วกลับพบว่า เราเสียเวลาในชีวิตไปหลายชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว
เสียงแม่ที่เคยตะโกนเรียกให้เราลงไปกินข้าว กลายเป็นข้อความผ่านไลน์ ลูกลงมากินข้าวแล้วก็ขึ้นไปเล่นแชตกับเพื่อนต่อ ในห้องเรียนต่างคณะเราแทบไม่เคยหันไปคุยกับเพื่อนคณะอื่น มิตรภาพใหม่ๆ หายไป ปฏิสัมพันธ์หายไป สมดุลในชีวิตหายไป ความเร่งเร้าวุ่นวายของงานที่มากขึ้นตามเทคโนโลยี ทำให้ผู้คนบางส่วนทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่าพวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ อนาคตเราจะมีชีวิตกันแบบนี้จริงๆ หรือกลายเป็นกระแสเล็กๆ ที่เรียกว่า ดิจิทัล ดีทอกซิ่ง (Digital Detoxing) หรือการล้างพิษชีวิตดิจิทัลนั่นเอง
เสพติดดิจิทัลปัญหาใหม่ของคนทั้งโลก
"ปัญหาในเรื่องของการเสพติดดิจิทัลหรือเสพติดการใช้งาน โซเชียลมีเดียต่างๆ นั้นในต่างประเทศเริ่มเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งเขามีการใช้อินเทอร์เนตไร้สายหรือมีการใช้สมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลายมาก่อนเรา ในส่วนของไทยเริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ที่สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียเริ่มเป็นที่นิยมพร้อมๆ กัน และมีแนวโน้มจะเสพติดการใช้งานอย่างหนักขึ้นทุกปี"
ดร.บัณฑิต ฐานะโสภณ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง อธิบายต่อว่า ในสมัยก่อนเทคโนโลยีของการใช้งานอินเทอร์เน็ตยังคงจำกัดอยู่ที่การใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์
"ดังนั้นปัญหาของการติดในกลุ่มคนทำงานจึงมีไม่มาก เพราะถูกจำกัดด้วยเครื่องมือและเวลาในการใช้งาน แต่ปัญหาในยุคนั้นที่ยังปรากฏให้เห็นในตอนนี้ ก็คือปัญหาเด็กติดเกมเท่านั้น
จนกระทั่งการมีสมาร์ทโฟนที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มีโซเชียลมีเดีย มีแอพพลิเคชั่นเสริมการทำงานมากมาย ทำให้รูปแบบการทำงานของเราเปลี่ยนไป จากที่ต้องนั่งโต๊ะทำงานก็เปลี่ยนเป็นการที่เราสามารถทำงานได้ในทุกที่ทุกเวลา ทำให้เราเสพติดการใช้งานอยู่ตลอดเวลา เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเปิดและเรียกใช้งานได้ทุกที่ ในต่างประเทศปัญหานี้ก็เรียกว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่พอสมควร
มีตัวเลขที่ผลสำรวจจากการใช้งานสมาร์ทโฟนของคนโดยเฉลี่ยพบว่า มีการเปิดสมาร์ทโฟนขึ้นมาเช็กข้อมูลประมาณ 200 ครั้ง/วัน โดยที่หลายครั้งไม่ได้มีป๊อปอัพหรือเสียงเตือนข้อความเข้า ให้เราต้องหยิบขึ้นมาดู ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือต่อวันที่ค่อนข้างมากพอสมควร และเมื่อคำนวณออกมาเป็นเวลาพบว่ามีการใช้งานตั้งแต่ครั้งละ 1-6 นาที ในหนึ่งวันเราอาจจะเสียเวลากับการเปิดสมาร์ทโฟนเหล่านี้ถึงวันละ 4-5 ชั่วโมงในการใช้งานแต่ละวัน"
นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิต อธิบายถึงปรากฏการณ์ชีวิตยุคดิจิทัลนี้ว่า จริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ในการขับเคลื่อนโลกให้ก้าวไปข้างหน้า แต่ปัญหาจริงๆ คือพฤติกรรมของมนุษย์ ในการที่จะใช้เครื่องมือเหล่านั้นอย่างถูกต้องเหมาะสม และพอดีหรือเปล่า
"ที่ผ่านมาเรามีแต่การกระตุ้นให้เกิดการใช้ เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เราลืมบอกวิธีใช้ว่าจะต้องใช้ยังไงให้เกิดความสมดุลกับชีวิต ไม่ให้เป็นโทษ การที่เราใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้เยอะเกินพอดี แทนที่จะช่วยประหยัดเวลาในการทำงานก็กลายเป็นทำให้เสียเวลามากขึ้นไปกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง จนกระทบกับงานหลัก กระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้างจนไม่สามารถควบคุมเวลาในการใช้งานอย่างเหมาะสม หรือถูกใช้ไปในทางที่ไม่เหมาะสม จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นพิษกลายเป็นโทษต่อตัวเรา
อย่างเช่น ในเวลานี้ปัญหาที่เกิดขึ้นแทนที่เราจะใช้เทคโนโลยีหรือโซเชียลมีเดียให้เกิดประโยชน์สร้างสรรค์สังคม เรากลับใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามในการข่มขู่การแสดงความก้าวร้าวในโลกดิจิทัล ด่าทอผู้อื่นทำให้เกิดความเสียหายกับตัวเขา หรือบางทีก็เกิดผลเสียย้อนกลับมาหาตัวเราเองก็ได้เหมือนกัน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีมากเกิดไปจนมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในชีวิตจริงน้อยลง ก็เลยมีการดิจิทัล ดีทอกซิ่งเพื่อเป็นการบำบัดทำให้เราอยู่กับตัวเทคโนโลยีให้พอสมควรไม่ให้ใช้มากขึ้นไม่น้อยหรือจนเกินไป"
แบบไหนที่เรียกว่าปัญหา
วิธีสังเกตอาการเสพติดดิจิทัลอย่างง่ายๆ โฆษกกรมสุขภาพจิต ให้แนวทางในการสำรวจตัวเอง... "ไม่ว่าเราจะใช้แอพพลิเคชั่นเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียใดๆ ก็ตาม แต่หากเราห่างจากสิ่งเหล่านี้เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง เราจะรู้สึกกระวนกระวาย อยากเข้าไปดูอยากเข้าไปติดต่อสื่อสารมีปฏิสัมพันธ์กับแอพพลิเคชั่นเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ถ้าเกิดเว้นช่วงการใช้แล้วเรากลับรู้สึกว่าไม่สบายใจควบคุมตัวเองได้ลำบาก ทุกๆ 5 นาที ต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดู แม้บางทีไม่มีข้อความหรือเสียงข้อความเปิดอะไรเข้ามา ก็หยิบมือถือขึ้นมาเช็กดู หรือมีการใช้งานต่อครั้งมากเกินไป ติดกันเป็นชั่วโมงๆ จนทำให้เสียการงานและการเรียน อย่างนี้เขาเรียกว่าอาการเสพติดโลกดิจิทัลแน่นนอน
สาเหตุที่ทำให้มนุษย์เรามีอาการเสพติดโลกดิจิทัล มาจากหลายส่วน ก็คือ อย่างแรกสิ่งนี้เป็นเทรนด์ของการใช้เทคโนโลยีมีมากขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพียงแต่ว่าเรายังขาดภูมิคุ้มกันในการควบคุมการใช้งานให้เป็นประโยชน์ โดยไม่กระทบกับการดำเนินชีวิต อย่างเมื่อก่อนก็จะเป็นรูปแบบของเด็กติดเกม แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ติดเพราะผู้ใหญ่เองก็ลืมระวังตัวไปว่า ตัวเองก็อาจจะใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้เกินความเหมาะสมไปได้เหมือนกันเพราะภูมิคุ้มกันยังไม่ดีพอ"
ขณะที่ ดร.บัณฑิต ให้คำแนะนำในการสังเกตตัวเองต่อว่า ปัญหาของผู้ใช้ในต่างประเทศผู้คนจะไม่ค่อยโทรศัพท์คุยหากันเหมือนกับสมัยก่อน เขาจะนิยมการส่งเป็นข้อความมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็จะมีการส่งข้อความหากัน ทั้งที่เรื่องที่มีความเร่งด่วนหรือมีความจำเป็นต้องการรายละเอียดในการตัดสินใจควรจะเป็นการโทรศัพท์คุยกันมากกว่า แต่กลายเป็นว่าผู้คนเริ่มที่จะไม่กล้าเผชิญหน้า ไม่กล้าที่จะพูดคุย ขาดทักษะไหวพริบในการสื่อสารและการเข้าสังคม ในโลกออนไลน์กล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็น แต่ในโลกจริงกลับไม่มีความกล้าที่จะแสดงออก แบบนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยกับการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้
ต้องเริ่มบำบัดตัวเอง
วิธีล้างพิษดิจิทัล นพ.อภิชาติ แนะนำแนวทางเอาไว้ว่า จำเป็นต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ และในผู้ใหญ่ก็ต้องคอยควบคุมดูแลตัวเอง ว่าจะใช้การใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไรให้เกิดความเหมาะสม "เรามักจะบอกเสมอว่าชีวิตของคนเรานั้นมีหลายด้าน ให้เริ่มสำรวจตัวเองดูว่า เราสามารถใช้ชีวิตในด้านต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและดีเพียงพอหรือเปล่า การที่เรามุ่งเน้นการใช้ชีวิตด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป จนละเลยชีวิตที่เหลือก็เป็นการที่ทำลายความสมดุลของชีวิตของเราไป
ให้เริ่มจากการเขียนชีวิตประจำวันของเราในแต่ละด้านออกมาเป็นหมวดหมู่ เรื่องการงาน ครอบครัว การออกกำลังกาย และดูว่าการใช้งานเทคโนโลยีที่มีอยู่มีอะไรบ้างที่เราจำเป็นต้องใช้จริงๆ อย่างขาดไม่ได้ และอะไรบ้างที่มีความจำเป็นรองลงมา
ต่อมาให้เราดูว่าเรามีกิจกรรมอะไรที่เราสามารถที่จะพัฒนาชีวิตตัวเราได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น อาจจะเป็นกิจกรรมอย่างอื่นที่เราทำแล้วมีความสุข มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างและส่งผลดีกับตัวเราและคนในครอบครัว จากนั้นให้เริ่มการจำกัดเวลาที่ชัดเจนว่าเราสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลนี้ได้ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมงแล้วก็ควรหยุดเอาไว้แค่นั้นและใช้เวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่น แต่ถ้างานต้องติดต่อได้ตลอดเวลาก็จำเป็นต้องเปิดเอาไว้
จากนั้นให้ลองปิดมือถือหรือปิดการเตือนโซเชียลมีเดียตอนเข้านอนดู คุณจะพบว่าเราจะพะวงกับสิ่งเหล่านี้น้อยลง แล้วไปโฟกัสกับสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามากขึ้น และเรารู้สึกว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นมากขึ้น ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ลองปิดเครื่อง 24 ชั่วโมง โดยไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแล้วลองดูซิว่าเราสามารถอยู่ได้ไหม ซึ่งเป็นกระบวนการรักษาให้กลับมาอยู่กับตัวเราเองและคนรอบข้างให้มากที่สุด ในช่วงแรกๆ เราอาจจะเกิดความรู้สึกกระวนกระวาย กลัวว่าจะมีการติดต่อเข้ามาแล้วหรือพลาดการติดต่อสื่อสารนั้นไป ซึ่งจะเป็นการทดสอบตัวเราไปในตัวด้วยว่าเรามีการติดใช้ โซเชียลมีเดียหรือการใช้สมาร์ทโฟนมากแค่ไหน
บางคนเพียงแค่เวลา 5 นาที ครึ่งชั่วโมง 1 ชั่วโมงเขาเขาจะรู้สึกว่าไม่สามารถทนได้ กับการขาดการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น เหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่างมีความกระวนกระวายบางทีก็ทุรนทุราย เกิดความเครียดอย่างมาก นั่นคือเป็นสัญญาณเตือนแล้วว่าเขากำลังเกิดการติดดิจิทัล ถ้าในเบื้องต้นง่ายๆ ทำแล้วยังรู้สึกไม่สบายใจทำไม่ได้ สามารถตรวจสอบถามของคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ได้ที่สายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323"
นพ.อภิชาติ ทิ้งท้ายใจความสำคัญถึงทุกคนว่า วันข้างหน้าเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีการพัฒนาก้าวกระโดดอย่างมากขึ้น และจะมีบทบาทกับชีวิตมนุษย์มากขึ้นไปอีก แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่สามารถทดแทนการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในโลกจริงได้ ซึ่งการที่จะห้ามในเรื่องของการใช้คงเป็นไปไม่ได้ แต่สามารถเรียนรู้ที่จะใช้งานอย่างไรให้เกิดความสมดุลกับชีวิต ด้วยการแบ่งเวลาด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล จำกัดการใช้งาน จำกัดเวลาอย่างเหมาะสม แล้วสอนให้ลูกหลานให้ใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างพอเหมาะพอดี ชีวิตก็จะมีความสุข n







