
ทำอย่างไรฐานรากถึงจะเฟื่องฟูไปด้วย
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์สำนักเศรษฐกิจทุกสำนักต่างๆ ก็ปรับการคาดการณ์ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปลายปี 2560 นี้ไห้ดีขึ้นกว่าเดิม ที่เคยคาดการณ์กันว่าน่าจะอยู่ที่ 3% หรืออย่างเก่งก็เกิน 3% ไปอีกเพียง 0.1% หรือ 0.2% แต่ขณะนี้ตัวที่บวก 3% เข้าไปนั้นเป็น 0.3-0.8% จีดีพีที่คาดกันว่าจะขยายตัวเมื่อดูตัวเลขปลายปีจึงเพิ่มขึ้นเป็น 3.4-3.8% ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะเท่ากับเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2559 หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานกันมาหลายปี และถึงแม้ว่าโอกาสที่จะได้เห็นจีดีพีที่เพิ่มขึ้นราวๆ 5% หรือมากกว่านั้นคงไม่มีก็ตาม แต่ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เศรษฐกิจไทยจะได้ลุกขึ้นเดินกระย่องกระแย่งไปกับเพื่อนๆ ชาวอาเซียนอื่นๆ ได้ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนเกินไป
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
สำนักเศรษฐกิจทุกสำนักต่างๆ ก็ปรับการคาดการณ์ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปลายปี 2560 นี้ไห้ดีขึ้นกว่าเดิม ที่เคยคาดการณ์กันว่าน่าจะอยู่ที่ 3% หรืออย่างเก่งก็เกิน 3% ไปอีกเพียง 0.1% หรือ 0.2% แต่ขณะนี้ตัวที่บวก 3% เข้าไปนั้นเป็น 0.3-0.8% จีดีพีที่คาดกันว่าจะขยายตัวเมื่อดูตัวเลขปลายปีจึงเพิ่มขึ้นเป็น 3.4-3.8% ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะเท่ากับเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2559 หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานกันมาหลายปี และถึงแม้ว่าโอกาสที่จะได้เห็นจีดีพีที่เพิ่มขึ้นราวๆ 5% หรือมากกว่านั้นคงไม่มีก็ตาม แต่ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เศรษฐกิจไทยจะได้ลุกขึ้นเดินกระย่องกระแย่งไปกับเพื่อนๆ ชาวอาเซียนอื่นๆ ได้ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนเกินไป
นอกจากนี้ รายงานจากทางภาคเกษตรก็ดูจะประสบความสำเร็จดีในเรื่องนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่และแปลงใหญ่ประชารัฐ ซึ่งมีรายงานกันว่าเกษตรกรมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 4,000 ล้านบาท และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดว่าปี 2560 นี้ จีดีพีในภาคเกษตรจะขยายตัว 3% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 ซึ่งขยายตัวเพียง 0.6% และในปี 2558 ที่จีพีพี ภาคเกษตรติดลบถึง 5.8%
สถานการณ์ข้างต้นนี้ดูเหมือนจะทำให้ทุกภาคส่วนเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น แต่กลับมีเสียงบ่นมาจากหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัดว่าเศรษฐกิจยังซบเซา การค้าเงียบเหงา คนไม่จับจ่ายใช้สอย ผู้เขียนจึงไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเศรษฐกิจเพิ่งจะฟื้นตัว การลงทุนและการใช้จ่ายของรัฐบาลนี้ที่พูดกันมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ก็เพิ่งจะขยับกันได้เป็นจริงเป็นจังเห็นกันเนื้อๆ ในปี 2560 นี้ ทั้งรถไฟสารพัดสี สารพัดสาย ที่รวมๆ แล้วน่าจะลงทุนประมาณ 8 แสนล้านแล้ว เรื่องของอีอีซีที่จะลงทุนในปีนี้หน้าอีก 2.6 แสนล้านบาท ฯลฯ แต่เนื่องจากไม่ใช่การให้ลงไปที่ฐานรากโดยตรง กว่าเม็ดเงินจะกระจายตัวสู่ภาคต่างๆ และตกลงถึงฐานรากก็คงต้องใช้เวลา กว่าฐานรากจะได้รับรู้ก็น่าจะเป็นปลายปีหน้า
อีกส่วนหนึ่งนั้นน่าจะเป็นปัญหาความเคยชินกับสภาวะที่ผ่านมา เศรษฐกิจฐานรากดูจะเฟื่องฟูมีเม็ดเงินจับจ่ายใช้สอยอย่างสบายเนื่องจากเม็ดเงินไหลเข้าสู่มือโดยตรง ผู้เขียนยังจำได้ว่าสมัยนั้นมีเด็กที่ผู้เขียนรู้จักดีหิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมราคาเป็นแสนมาจากต่างประเทศเพื่อขาย Online ในเมืองไทย แล้วก็ขายได้ยังกับขายขนม มีคนมารับซื้อจากต่างจังหวัด คนกลางที่มารับซื้อจะรับจากหลายคน เท่าที่เห็นหิ้วไป 5-6 ใบ นี่เป็นรายเดียวที่ผู้เขียนมีโอกาสได้เห็น จากที่มีคนทำเช่นนี้กันค่อนข้างมาก เรียกว่าซื้อง่ายขายคล่อง
แสดงให้เห็นว่า ในต่างจังหวัดนั้นเศรษฐกิจเฟื่องฟูเงินสะพัดมาก แล้วคนก็มีความสุข บอกว่า เศรษฐกิจดี แต่เม็ดเงินที่ลงไปนั้นเป็นเงินจากนโยบายประชานิยม และการจับจ่ายใช้สอยในลักษณะนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผู้เขียนเคยถกเถียงกับเพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่กลับมองว่า นโยบายประชานิยมทำให้เม็ดเงินถึงฐานรากโดยตรง ถึงจะมีการคอร์รัปชั่นโกงกินก็ยังเป็นในระดับจังหวัด ตำบล หรือหมู่บ้าน ทำให้เม็ดเงินยังหมุนเวียนอยู่ในระดับนั้น เศรษฐกิจจึงไม่ซบเซา ผู้เขียนเห็นว่า เป็นความคิดที่น่าตกใจ และดีใจที่นโยบายประชานิยมยุติลงได้ชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลโดยรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประกาศว่า จะดูแลเศรษฐกิจฐานราก ให้คนมีรายได้น้อยมีรายได้ดีขึ้น เพื่อเป็นฐานสำคัญในการฟื้นตัวของการบริโภค ทำให้อดกังวลไม่ได้ ในที่สุดแล้วจะมีการหยิบนโยบายประชานิยมบางส่วนมาใช้ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม เนื่องจากระยะเวลาจากนี้ ไปถึงการเลือกตั้ง เป็นระยะเวลาที่ไม่ยาวมากนัก จะรอให้ผลพวงจากการลงทุนและใช้จ่ายของรัฐบาลตกไปถึงฐานรากคงจะช้าและไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าจะให้ทันใจก็ต้องส่งตรงกันเต็มๆ จึงเป็นเรื่องหมิ่นเหม่มาก รัฐบาลต้องพยายามระลึกไว้เสมอว่า ฐานรากนั้นเคยชินกับเม็ดเงินที่ไหลเข้ามามากมาย มีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จะถมอย่างไรก็ถมไม่เต็ม
ในระยะแรกนี้ดูรัฐบาลจะมีความระมัดระวังพอสมควร เช่น มีการเริ่มจากการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยที่มีถึง 14 ล้านคน ในจำนวนนี้คาดว่าผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 3 หมื่นบาท/คน/ปี จะมีถึง 4-5 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ซึ่งจำนวน 4-5 ล้านคนนี้ รัฐบาลน่าจะใช้วิธีแจกเงิน ผู้เขียนเห็นว่า ใน 4-5 ล้านคนนี้ควรมีการแบ่งแยกประเภท เช่น อายุ แน่นนอนว่าหากเป็นผู้ชราที่ประกอบอาชีพลำบากจำเป็นต้องให้เป็นเงิน เพราะผู้ชราเหล่านี้ไม่น่าจะได้ประโยขน์จากรถเมล์ฟรี รถไฟฟ้าฟรี และไม่สามารถจะปรับปรุงประสิทธิภาพของตนเองได้ แต่กลับต้องเป็นผู้แบกภาระลูกหลานไว้อีกจำนวนหนึ่ง การให้เงินเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยเฉพาะในภาวะค่าครองชีพของเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะเมืองหลวง
ขณะเดียวกัน ยังมีผู้มีรายได้น้อยที่มีอายุอยู่ในวัยทำงาน แต่ทำงานน้อย ไม่ทำงาน หรือไม่มีงานทำ คนเหล่านี้น่าจะถูกรวบรวมไปฝึกงานในสายอาชีพต่างๆ หรือให้เงินทุนที่จะไปประกอบอาชีพ เช่น การให้เบ็ดเขาไปตกปลา ไม่ใช่ไปแจกปลาให้เขา คนเหล่านี้มีไม่น้อยในกรุงเทพฯ และดูจะเพิ่มขึ้นทุกปี หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้น่าจะทราบเรื่องดี เพราะค่อนข้างเป็นที่เปิดเผย คนไทยที่มีจิตเมตตา ใครสนใจจะทำบุญก็นำข้าวห่อไป 200-300 ห่อ ไปถึงจุดจุดหนึ่งในกรุงเทพฯ ในตอนหัวค่ำ ก็จะมีคนเหล่านี้มารับข้าวกัน คนเหล่านี้ยังแข็งแรง ทำงานได้ แต่ไม่ทำกัน ชาวบ้านแถวนั้นเขาก็รำคาญ เพราะทานแล้วก็ทิ้งเป็นขยะอยู่แถวหน้าบ้านเขา บางคนก็เวียนเทียนนำมาเก็บไว้หลายห่อเพื่อจะไว้ทานมื้อหน้า แต่สะสมมากเข้าก็ทานไม่ทัน เสีย เน่าทิ้งอยู่แถวนั้น แต่ช่วงนี้อาจหายไปบ้าง เพราะมีคนไปแจกอาหารการกินกันที่ท้องสนามหลวง
การให้สวัสดิการ น้ำ ไฟฟรี ก็ต้องตามดูให้ดี เพราะในชุมชนนั้นคนที่ได้ไฟ เขาจะให้จ่ายค่าไฟกันเป็นดวงๆ ค่าไฟฟรีอาจไปตกอยู่ในมือของผู้มีฐานะในชุมชนก็ได้ เรื่องการให้แก่ฐานรากจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบมีการติดตามตรวจสอบให้ดี เพื่อให้เขาได้ประโยชน์จริงๆ n







