posttoday
ฟื้นชีพเอสเอ็มอี รัฐต้องจ่ายยาชุด

ฟื้นชีพเอสเอ็มอี รัฐต้องจ่ายยาชุด

17 กรกฎาคม 2560

กนกวรรณ บุญประเสริฐในช่วงที่เหลือของปี 2560 จะเห็นว่ารัฐบาลนำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กำลังพยายามกระตุกจีดีพีเอสเอ็มอีไทยให้ตื่นตัวอย่างเต็มที่ เพราะมาตรการต่างๆ ที่ออกมายังถือว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าจะฟื้นนักรบเอสเอ็มอี แต่ดูว่ายุทธวิธีที่ใช้ที่ผ่านมายังเป็นแบบฝนตกไม่ทั่วฟ้า เป็นเหมือนแค่การจุดให้เป็นกระแสสังคมแล้วไม่มีการทำอย่างต่อเนื่อง ผลที่ออกมาจึงยังไม่น่าพอใจมากนัก ประกอบกับมาตรการที่ออกมาดูเหมือนยังมีความเหลื่อมล้ำและไม่สอดรับกับสภาพความเป็นจริงที่รัฐบาลกำลังจะพยายามเปลี่ยนเอสเอ็มอีไปสู่ยุค 4.0

กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในช่วงที่เหลือของปี 2560 จะเห็นว่ารัฐบาลนำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กำลังพยายามกระตุกจีดีพีเอสเอ็มอีไทยให้ตื่นตัวอย่างเต็มที่ เพราะมาตรการต่างๆ ที่ออกมายังถือว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าจะฟื้นนักรบเอสเอ็มอี แต่ดูว่ายุทธวิธีที่ใช้ที่ผ่านมายังเป็นแบบฝนตกไม่ทั่วฟ้า เป็นเหมือนแค่การจุดให้เป็นกระแสสังคมแล้วไม่มีการทำอย่างต่อเนื่อง ผลที่ออกมาจึงยังไม่น่าพอใจมากนัก ประกอบกับมาตรการที่ออกมาดูเหมือนยังมีความเหลื่อมล้ำและไม่สอดรับกับสภาพความเป็นจริงที่รัฐบาลกำลังจะพยายามเปลี่ยนเอสเอ็มอีไปสู่ยุค 4.0

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ เกณฑ์ในการกำกับสถาบันการเงิน ที่กำหนดให้การปล่อยสินเชื่อ หากลูกหนี้ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ภายใน 3 เดือนต้องเป็นหนี้เสีย

ส่งผลให้ธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้ ที่ปล่อยกู้ไปแบบ 100% ทำให้สถาบัน การเงินยังไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี จะเห็นว่าเอสเอ็มอีรายไหนที่ประสบความสำเร็จ มีสินค้าขายเข้าห้างสรรพสินค้าได้แล้ว แบงก์จะไปแย่งกันปล่อยสินเชื่อเพื่อต่อยอด ส่วนเอสเอ็มอีรายย่อย รายเล็ก มีที่พึ่งเดียว คือ ธนาคารออมสิน ที่มีการปล่อยสินเชื่อธนาคารประชาชน

ขณะที่มาตรการรัฐที่ออกมาเหมือน ฝนตกไม่ทั่วฟ้า เช่น โครงการซอฟต์โลน ที่คาดว่าทั้ง 3 ระยะ มีคนได้ประโยชน์ จากโครงการนี้เพียงหลักหมื่นราย โดยรัฐบาลให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0.1% แก่ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อนำไปปล่อยต่อในอัตรา 4% มีระยะเวลาชำระหนี้คืน 7 ปี

มีการทำโครงการ 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2558 วงเงิน 1 แสนล้านบาท ให้กู้ได้สูงสุด 50 ล้านบาท/ราย และครั้งที่ 2 เมื่อต้นปี 2559 มีวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท โดยได้ลดวงเงินปล่อยกู้เหลือไม่เกิน 10 ล้านบาท/ราย และระยะที่ 3 ปิดโครงการไปเมื่อปลายปี 2559 มีวงเงินอีก 3 หมื่นล้านบาท แทบจะปล่อยกู้ไม่ได้ เพราะกำหนดให้ปล่อยกู้เพื่อเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร ขยายกิจการ ซึ่งไม่สอดรับกับความต้องการ เพราะเอส เอ็มอียังไม่มีใครกล้าลงทุนเพิ่ม

ในจำนวนนี้รัฐรับภาระนำเงินงบประมาณมาจ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยให้เฉลี่ยวงเงิน 1 แสนล้านบาท รัฐต้องชดเชยดอกเบี้ยปีละ 2,860 ล้านบาท/ปี แต่ถ้าเทียบจากวงเงินซอฟต์โลน 3 ระยะ รวมเป็นเงิน 1.83 แสนล้านบาท คาดว่ารัฐต้องจ่ายเงินชดเชยตกปีละ 5,233 ล้านบาท รวม 7 ปี รัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณจ่ายดอกเบี้ยรวมกว่า 3.66 หมื่นล้านบาท และในปี 2560 ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีการออกซอฟต์โลนอีกหรือไม่

ขณะที่การช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มอื่นๆ เช่น เกษตรกร มีการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผ่านโครงการพยุงราคาสินค้าต่างๆ การบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง การสั่งพักชำระหนี้ เฉลี่ยปีหนึ่งใช้เงินไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท และมีการทำโครงการเหล่านี้ขึ้นเป็นประจำทุกปี

นอกจากนี้ ในแง่ของการเสียภาษีจะพบว่านิติบุคคลที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 3 แสนบาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ส่วนพวกที่กำไรสุทธิที่เกินกว่า 3 แสนบาท จะเสียภาษีในอัตรา 10% กรณีที่รายได้เกิน 3 แสนบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 15% และรายที่มีรายได้เกินกว่า 3 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 20% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับบริษัทนิติบุคคลทั่วไป

เท่ากับผู้ประกอบการที่มีรายได้ 3 ล้านบาท/ปี ต้องเสียภาษีเท่ากับนิติบุคคล บริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้ 3 หมื่นล้านบาท/ปี ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ประมาณ 4.3 แสนรายทั่วประเทศ

ถือเป็นโจทย์ที่น่าสนใจทั้งเรื่องเกณฑ์ในการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีว่าควรจะมีการทบทวนหรือไม่ เนื่องจากค่าเฉลี่ยคนที่ทำธุรกิจเกิดใหม่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ 1 ปี ในการสร้างธุรกิจให้อยู่ได้ ขณะที่เกณฑ์ในการคำนวณหนี้เสียห้ามจ่ายหนี้ขาดติดต่อกัน 3 เดือน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นตัวเลขเอสเอ็มอีต้องปิดกิจการปีหนึ่งนับหมื่นราย

ขณะที่การช่วยเหลือในเรื่องการ ค้ำประกันผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ถือ เป็นมาตรการประคับประคอง หรือช่วย ที่ปลายเหตุ เพราะหากแบงก์ไม่ยอม อนุมัติให้ บสย. ค้ำได้ บสย. ก็ไม่มีอำนาจ ในการเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อช่วยเอสเอ็มอีได้ก่อน

มงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า มี 3 สาเหตุที่ทำให้เอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อหรือแหล่งเงินทุน คือ 1.ขายสินค้าแบบเดิมๆ ไม่มีการพัฒนารูปแบบสินค้า นวัตกรรมใหม่มาใช้ ทำให้ขายสินค้าไม่ได้ราคา 2.ขาด ช่องทางในการกระจายสินค้า ไม่เรียนรู้การขายสินค้าผ่านออนไลน์เฟซบุ๊ก การไม่พัฒนารูปแบบสินค้าทำให้ไม่มีแรงจูงใจ ในการโฆษณาดึงดูดคนมาซื้อสินค้า และ 3.เอสเอ็มอีที่ไม่ยอมเข้าระบบ แม้จะขายดีแต่ไม่ทำบัญชี ไม่มีการบันทึกรายรับ รายจ่าย ไม่เสียภาษี ทำให้ไม่มียอดขาย หรือยอดชำระภาษียืนยันเอกสารในระบบ ได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าสำคัญมากหากต้องการเข้าสู่ระบบของธนาคาร

อย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลพยายามเข้ามาช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนฟันเฟืองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนเพื่อลดการพึ่งพิงจากภายนอก สะท้อนจากมูลค่าจีดีพี เอสเอ็มอีไตรมาสแรกของปี 2560 ที่ขยายตัวได้ 4.9% สูงกว่าไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 4.3% ในขณะที่จีดีพีประเทศขยายตัว 3.4% โดยมีสัดส่วนต่อจีดีพีประเทศเพิ่มขึ้นจาก 42.2% ในปีก่อน เป็น 42.5% คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.61 ล้านล้านบาท

แต่ในช่วงระหว่างรอยต่อที่จะนำพาเอสเอ็มอีไทยเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมครัวเรือนยกระดับไปสู่นวัตกรรม 4.0 น่าจะเป็นช่วงที่รัฐต้องจ่ายยาชุดหาทางช่วยผู้ประกอบการในหลายช่องทาง ทั้งการ ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดบางอย่างลง ให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสในการปรับตัวหาตลาดค้าขายใหม่ๆ

รวมทั้งมีการออกมาตรการใหม่ๆ เข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินอย่างทั่วถึง ทั้งเงินที่ให้สินเชื่อ หรือเงินที่ให้ผ่านโครงการตามนโยบายรัฐ เช่น กองทุนหมู่บ้าน ที่สำคัญต้องหาวิธีการให้เงินที่ออกไปสามารถสร้างสินค้าเกิดดอกออกผล ไม่เป็นการวัดผลสำเร็จของโครงการที่จ่ายเงินหมดเพียงอย่างเดียว เพื่อช่วยพยุงให้เอสเอ็มอีสามารถลุกขึ้นยืน และหวนกลับมาช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งจากภายในได้จริง n

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ