
ตั้งเป้าหมายสร้างแรงจูงใจบริหารเงิน
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์สําหรับบางคนอาจจะอยากเกษียณไว แต่ก็มีอีกหลายคนที่ตั้งเป้าหมายชีวิตตัวเองว่าต่อให้อายุมากแค่ไหนก็จะทำงานไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังสนุกกับงาน แต่ไม่ว่าจะเลือกเป็นแบบไหน ก็ต้องรู้จักวางแผนการเงินไว้ใช้ในอนาคต เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าแผนที่วางไว้จะทำได้จริงหรือไม่
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
สําหรับบางคนอาจจะอยากเกษียณไว แต่ก็มีอีกหลายคนที่ตั้งเป้าหมายชีวิตตัวเองว่าต่อให้อายุมากแค่ไหนก็จะทำงานไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังสนุกกับงาน แต่ไม่ว่าจะเลือกเป็นแบบไหน ก็ต้องรู้จักวางแผนการเงินไว้ใช้ในอนาคต เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าแผนที่วางไว้จะทำได้จริงหรือไม่
จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น แนะนำว่า เรื่องวางแผนการเงินนั้นควรจะต้องทำตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานหาเงินได้แล้ว อย่าคิดว่ารอให้ใกล้เกษียณแล้วมาคิดวางแผนแบบนั้นจะไม่ทันการณ์
เมื่อได้เงินเดือนมาแล้วต้องเริ่มเก็บตั้งแต่เดือนแรกเลย โดยต้องวางแผนใช้เงินน้อยกว่าที่หาได้ ต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ลงทุน อีกส่วนไว้ออม และส่วนหนึ่งไว้ใช้จ่าย โดยส่วนตัวก็ทำแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มทำงานโดย ไม่ได้เป็นการบังคับตัวเองว่าต้องทำ แต่เป็นการทำไปตามความเหมาะสม ทำด้วยการตั้งเป้าหมายว่าชีวิตของเราต้องการอะไร จากนั้นก็วางแผนการเงินเอาไว้เพื่อให้ทำได้ตามเป้าหมายในชีวิตที่ต้องการ
"เราวางแผนอยากเป็นเจ้าของกิจการระดับโลก เมื่อวางแผนแล้วก็ต้องทำ ทำตั้งแต่วันแรก เราจะต้องทำอย่างไรบ้างในวันที่ยังไม่มีเงินมากมาย ในวันนั้นเห็นคนถือกระเป๋าใบละเป็นล้านบาทก็ไม่สนใจ ถือหลักการ มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้มาก คิดเสมอว่า อย่าเอาสิ่งของภายนอกมาล่อใจ สิ่งที่จำเป็นคือจิตใจมากกว่า" จรีพร กล่าว
วิธีการลงทุนของจรีพรนั้น เนื่องจากปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจมากมายแล้วก็จะแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 4 ส่วน คือ เงินก้อนแรก ลงทุนในหุ้นของบริษัทตัวเองและหุ้นของบริษัทอื่นที่มองทิศทางผลประกอบการที่ดี เงินก้อนที่สอง จะนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและกองทุนส่วนบุคคล ก้อนที่สาม ใช้ลงทุนในสิ่งของที่สร้างความสุขและใช้งานใช้ประโยชน์ได้จริง และที่สำคัญต้องเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าเพิ่มตลอดเวลา และก้อนสุดท้าย คือ ใช้ลงทุนในเครื่องประดับเครื่องแต่งกาย เช่น เพชร ก็เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มทุกปี
อย่างไรก็ตาม หากเป็นคนที่ยังมีเงินเก็บไม่มาก จรีพร แนะนำว่า ให้เลือกลงทุนในสิ่งที่ตัวเองชอบและมีมูลค่าเพิ่ม อาจจะเป็นการเก็บของเก่าของโบราณก็ได้ แต่ขอให้เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องจำไว้ก็คือ ระหว่างทางของการทำงานเก็บเงิน อย่าใช้เงินในอนาคตมาเพื่อซื้อความพอใจในวันนี้
นอกจากนั้นแล้ว ก่อนที่จะลงทุนใน สิ่งใดจะต้องทำความรู้จักและเข้าใจในสิ่งนั้นให้ดีพอ เช่น ถ้าจะเล่นหุ้น คุณรู้จักหรือยังว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นอะไร มีพื้นฐานเป็นแบบไหน มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เท่าไร เป็นต้น ไม่ต่างอะไรกับการเป็นเจ้าของบริษัทที่จะลงทุนเพิ่มในธุรกิจโดยใช้เครื่องมือการเงินใหม่ๆ ก็ต้องทำความเข้าใจเครื่องมือการเงินแต่ละอย่างให้ดี เพราะแต่ละอย่างก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน
ทั้งนี้ เราต้องคิดก่อนว่า เราจะทำงาน กี่ปี ถ้าลงทุนไปแล้วเสียหายต้องใช้เวลาเท่าไรจึงจะหาเงินจำนวนนั้นกลับคืนมาได้ โดยในช่วงชีวิตที่เพิ่งเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว ช่วงอายุ 20-40 ปี การลงทุนก็อาจจะมุ่งไปที่ความเสี่ยงสูง เพื่อที่ในช่วงเกษียณจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนกลับมาได้มากที่สุด เพราะหากเกิดความเสียหายจากการลงทุนขึ้นมา หลังจากนั้นก็จะยังมีเวลาอีก 20 ปี เพื่อที่จะหาเงินคืนกลับมาเพื่อใช้ก่อนเกษียณได้ แต่เมื่ออายุเริ่มก้าวเข้าสู่ช่วง 40 ปีไปแล้ว ก็ต้องเริ่มมองหาการลงทุนที่มั่นคงมากขึ้น การลงทุนที่มั่นใจว่าเมื่อไปลงทุนแล้วเงินต้นจะไม่หายไปไหน เช่น มองหาการลงทุนแบบรับเงินปันผลที่ดีกว่าฝากเงินไว้กับธนาคารแล้วรอรับดอกเบี้ยเงินฝากอย่างเดียว
จรีพร มองว่า โดยส่วนตัวแล้วมาถึง วันนี้ที่อายุเข้าหลัก 50 ปี สามารถเกษียณเมื่อไรก็ได้แล้ว เพราะในชีวิตเก็บเงินมามากมายแล้ว แต่ก็ยังไม่คิดจะเกษียณเพราะยังรู้สึกสนุกกับการทำงานอยู่ ยังรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ากับองค์กร เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่ากับองค์กรแล้ว หรือหาคนที่เก่งกว่าและดีกว่ามาบริหารงานแทนได้ ก็คงจะเกษียณออกมา แล้วคงสถานะเป็นผู้ถือหุ้นอย่างเดียว
นี่คือวิธีคิดเตรียมตัวรับมือเกษียณของผู้บริหารองค์กรใหญ่ที่เริ่มต้นวางแผนการเงินอย่างดีตั้งแต่วันที่ยังมีไม่มากในวัยเริ่มต้นทำงาน







