
การลงทุนแบบ Ray Dalio สร้างผลตอบแทนสูงที่สุดของโลก
ศิริวิมล วิสุทธิ์ศักดิ์ชัยเรย์ ดาลิโอ ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่สร้างผลตอบแทนมากที่สุดในปี 2016 และครองแชมป์ที่ 1 มาหลายสมัย ปัจจุบันมียอดผลตอบแทนรวม ตั้งแต่สมัยก่อตั้ง Bridgewater มีประมาณ 49.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเฉพาะปี 2016 ปีเดียว Bridgewater สามารถระดมเงินจากลูกค้าได้ประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์
ศิริวิมล วิสุทธิ์ศักดิ์ชัย
เรย์ ดาลิโอ ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่สร้างผลตอบแทนมากที่สุดในปี 2016 และครองแชมป์ที่ 1 มาหลายสมัย ปัจจุบันมียอดผลตอบแทนรวม ตั้งแต่สมัยก่อตั้ง Bridgewater มีประมาณ 49.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเฉพาะปี 2016 ปีเดียว Bridgewater สามารถระดมเงินจากลูกค้าได้ประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์
ก่อนที่จะไปอ่านกลยุทธ์หรือแนวคิดของเขา ลองมาเดากันหน่อยไหมว่า เรย์ใช้แหล่งข้อมูลอะไรในการเทรด ... จากการสัมภาษณ์ของ Business Insider ได้ระบุว่า แหล่งที่มาของแนวคิดในการเทรดของเรย์มาจากหนังสือพิมพ์เก่าๆ อย่างข่าวสมัยวิกฤตเศรษฐกิจ Great Depres sion ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นปีที่ทำให้เกิด Stock Market Crash ในเดือน ต.ค. 1929 (รูปที่ 1)
ในช่วงนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น
1.ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจากการเปิดเสรีทางการเงิน
2.การไม่มีนโยบายการคลัง เนื่องจากในยุคนั้นยึดแนวคิดทฤษฎีคลาสสิกที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง
3.การล้มละลายของภาคเกษตร คนไม่มี รายได้
4.เศรษฐกิจถดถอย เกิดการว่างงานอย่างยาวนาน เป็นต้น
ด้วยความที่เรย์เองมีความเป็นผู้รู้อย่างยอดเยี่ยมเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ในเชิงปฏิบัติ (Practi cal understanding of economics) ซึ่งเป็นความแตกต่างเฉพาะตัว จนทำให้เกิดเป็นที่มาของแนวคิด "How the Economic Machine Works" และเป็นวิดีโอที่มีการเข้าชมมากถึง 3.6 ล้านวิว
หากลองมองแนวคิดที่ถ่ายทอดผ่านวิดีโอที่มีความยาวกว่า 31 นาทีนี้ ก็จะเป็นว่า เรย์มองเศรษฐกิจเป็นเสมือนเครื่องตัวหนึ่ง โดยใช้หลักการของเศรษฐศาสตร์มหภาคมาจับ แต่ทว่าการถ่ายทอดนั้นกลายเป็นไล่มุมคนละแบบกับตำราทางเศรษฐศาสตร์ หรือการเงินที่หลายๆ คนเคยเรียนมา เพราะโดยทั่วไป เมื่อพูดว่าเศรษฐศาสตร์ หลายคนจะคิดว่ามันเป็นภาพแบบ Top-down แต่สำหรับเรย์มันกลับเป็นภาพแบบ Bottom-up ที่เน้นในเรื่องของการใช้จ่ายส่วนบุคคลก่อน (Individual Transac tions) เนื่องจากว่านั่นเป็นจุดที่ทำให้เข้าใจ Demand อย่างแท้จริง เนื่องจากทุกๆ การเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมในด้านเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดการเงิน ล้วนมีต้นเหตุมาจากเงิน (Money) และเครดิต (Credit)
Investment Strategies
กลยุทธ์ที่เรย์ใช้เรียกว่า "Pure Alpha strat egy" ที่กระจายการลงทุนใน Asset Classes ที่แตกต่างกัน และลงทุนในตลาดที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างกันด้วย หลังจากที่ได้แนวคิดและหลักการเลือกจากปัจจัยความแตกต่างหลัก 2 อย่างแล้ว เขายังใช้ Quant Models ในการเข้ามาคำนวณและคาดการณ์อัตราผลตอบแทนด้วย (รูปที่ 2)
แต่ Bridgewater ไม่ได้หยุดแค่นั้น การพัฒนากลยุทธ์ยังคงดำเนินต่อไปจนเกิดเป็น "Innovative Investment Strategies" ที่แยกตัว Alpha และ Beta ออกจากกัน โดยที่ค่า Beta หมายถึง ค่า Risk/Reward ของ Portfolio ในขณะที่ค่า Alpha หมายถึง ผลตอบแทนส่วนเกินหรือผลกำไร ที่เกิดขึ้น
ในอดีตถ้าไปดูกลยุทธ์การเทรดที่เป็นแบบ Pure Alpha ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์พื้นฐานแบบดั้งเดิมของเฮดจ์ฟันด์ ที่เลือกไปเลยว่าการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ หรือค่าเงิน จะไปในทิศทางไหนมากกว่ากันระหว่างขึ้นกับลง (Bets on the direc tion) โดยใช้ Macroeconomic Trends
กลยุทธ์ถัดมา มีชื่อว่า "The All Seasons portfolio" หัวใจหลักอยู่ที่การกระจาย การลงทุนและการลงทุนอยู่ในตลาด อย่างยาวนาน สำหรับการกระจายการลงทุนนั้น เขาได้ใช้สัดส่วนอย่างง่าย โดยกำหนดให้มีการลงทุนในหุ้น 30% ลงทุนในพันธบัตรระยะยาว 40% พันธบัตรระยะปานกลาง 15% ทองคำ 7.5% และสินค้าโภคภัณฑ์ 7.5%
เรย์บอกว่า มีเพียง 4 อย่างเท่านั้นที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในราคาของสินทรัพย์ทางการเงิน ซึ่งได้แก่
1.เงินเฟ้อ (Inflation)
2.เงินฝืด (Deflation)
3.การขยายตัวของเศรษฐกิจ (Rising economic growth)
4.การหดตัวของเศรษฐกิจ (Declining economic growth)
หลังจากที่จัดสรรสัดส่วนได้แล้ว ก็ต้องมาดูต่อว่า All Seasons ประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยหลักๆ มีเพียง 4 Seasons นั่นคือ
1.Higher than expected inflation (Rising Prices)
2.Lower than expected inflation (or deflation)
3.Higher than expected economic growth
4.Lower than expected economic growth
จาก 4 Seasons สามารถสรุปสินทรัพย์การลงทุนได้ดังนี้
l หากอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ ให้ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ และพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ
l หากอัตราเงินเฟ้อจะลดลงมากกว่าที่คาด ไว้หรือเกิดภาวะเงินฝืด ให้ลงทุนในตั๋วเงินคลัง และหุ้น
l หากการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่ คาดไว้ ให้ลงทุนในหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ และหุ้นกู้
l หากเศรษฐกิจเติบโตน้อยกว่าที่คาดไว้ ให้ลงทุนในตั๋วเงินคลังและพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ
นอกเหนือจากการกระจายการลงทุนที่ดี โดยยึดแนวคิดจากความเข้าใจทางด้านเศรษฐศาสตร์แล้ว ก็ยังมีเรื่องของระยะเวลาในการถือครองอีกด้วย เนื่องจากว่า The All Seasons portfolio เป็นกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว และเมื่อกลับมาย้อนดูอัตราผลตอบแทนที่ได้รับ เมื่อลงทุนตามกลยุทธ์ ก็จะเห็นว่ามีอัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ต่อปี ตลอดช่วงระยะเวลา 40 ปี นับตั้งแต่ปี 1972-2013
ดังนั้น หากใครชื่นชอบการลงทุนระยะยาวและคาดหวังผลตอบแทนที่สูง การเลือกศึกษาแนวทางการลงทุนของเรย์ ดาลิโอ น่าจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดเลยนะคะ







