posttoday
จากไอน์สไตน์ถึงไทย

จากไอน์สไตน์ถึงไทย

14 กรกฎาคม 2560

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ผมเดินทางท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยรถไฟ เพียงซื้อตั๋วใบเดียวก็ไปได้ทั่วประเทศ แสนจะสะดวก ทั้งได้เห็นธรรมชาติที่สวยงาม เทือกเขาสูงเสียดฟ้า เห็นบรรยากาศแบบชนบทตามเมืองเล็กๆ ซึ่งเข้าถึงได้ตลอดแนวเส้นทางรถไฟ จนไม่อยากเชื่อว่า ประเทศนี้เป็นประเทศมหาอำนาจทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านเทคโนโลยีอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งนี้ส่วนหนึ่งคงมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเชื่อมโยงภายในประเทศและต่อไปยังประเทศอื่นในยุโรปได้ง่ายดาย

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย

ผมเดินทางท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยรถไฟ เพียงซื้อตั๋วใบเดียวก็ไปได้ทั่วประเทศ แสนจะสะดวก ทั้งได้เห็นธรรมชาติที่สวยงาม เทือกเขาสูงเสียดฟ้า เห็นบรรยากาศแบบชนบทตามเมืองเล็กๆ ซึ่งเข้าถึงได้ตลอดแนวเส้นทางรถไฟ จนไม่อยากเชื่อว่า ประเทศนี้เป็นประเทศมหาอำนาจทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านเทคโนโลยีอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งนี้ส่วนหนึ่งคงมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเชื่อมโยงภายในประเทศและต่อไปยังประเทศอื่นในยุโรปได้ง่ายดาย

นอกจากเรื่องความสามารถในการบริหารการท่องเที่ยวและการคมนาคมแล้ว สิ่งที่น่าเรียนรู้จากประเทศนี้อีกเรื่อง คือ การเป็นดินแดนของนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกหลายคน

หนึ่งในนั้น คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งเคยเรียนและเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่นี่ ผมได้ชมพิพิธภัณฑ์ไอน์สไตน์ ณ กรุงเบิร์น เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งรวบรวมประวัติของบุคคลแห่งศตวรรษท่านนี้ไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่เกิด เรียนหนังสือ ผลงานวิจัย และชีวิตส่วนตัว จัดแสดงไว้อย่างน่าสนใจมาก

เรื่องที่น่าเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวความสำเร็จในฐานะนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้สร้างทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป ทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษ และเป็นผู้วางรากฐานเรื่องการศึกษาจักรวาล ซึ่งความยิ่งใหญ่ของไอน์ สไตน์นั้น คงหาผู้เทียบเคียงได้ยากทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

แต่เรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยกว่าในมุมมองของผม คือ เรื่องความล้มเหลวและความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าของไอน์สไตน์ ตั้งแต่เป็นเด็กที่เรียนรู้ภาษาได้ช้ามาก เมื่อเป็นวัยรุ่นก็สอบเข้าโรงเรียนโปลีเทคนิคไม่ได้ ต้องกลับไปเรียนมัธยมก่อนเข้าไปเรียนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ได้ที่สถาบันเทคโนโลยีสวิสแห่งเมืองซูริก

พอครั้นจะเรียนปริญญาเอกก็สอบเข้าไม่ได้ เรียนมาอย่างทุลักทุเล พอเรียนจบก็หางานทำไม่ได้อีก ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นติวเตอร์สอนพิเศษทางคณิตศาสตร์เป็นวันๆ ไป จนได้เริ่มทำงานที่สำนักงานสิทธิบัตรในกรุงเบิร์น ในตำแหน่งเพียงแค่ผู้ช่วยตรวจสอบเอกสาร แต่แล้วกลับเป็นโอกาสให้ไอน์สไตน์ได้ใช้เวลาเริ่มคิดค้นทฤษฎีฟิสิกส์เปลี่ยนโลกในเวลาต่อมา

จากนั้นจึงจะมีโอกาสได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็ต้องย้ายไปหลายครั้ง ทั้งมหาวิทยาลัยเบิร์น มหาวิทยาลัยซูริก จนได้เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยอรมันแห่งเมืองปราก ก่อนที่ลัทธินาซีจะครองยุโรป เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนยิวมากกว่า 6 ล้านคน ในสงครามโลกครั้งที่สอง ไอน์สไตน์ซึ่งเป็นคนยิวเช่นกัน ก็ต้องย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา จนวาระสุดท้ายของชีวิต

สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่บ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันถือเป็นประเทศที่มีนักวิจัยต่างชาติอยู่มากกว่า 50% มีการลงทุนในงานวิจัยมากกว่า 3% ของจีดีพี ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชนถึง 70% เช่น ศูนย์การวิจัยที่ลงทุนมหาศาลโดยบริษัทผลิตนาฬิกาชั้นนำโรเล็กซ์ ในสถาบันเทคโนโลยีสวิสแห่งเมืองโลซานน์ ยังมีองค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป หรือ CERN ที่สร้างเครื่องเร่งอนุภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก มหาวิทยาลัยสวิสก็โด่งดัง ทั้งด้านการโรงแรม และด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งสวิสที่เมืองซูริกติดอันดับ 8 ของมหาวิทยาลัยชั้นนำโลก

เพราะด้วยนโยบายเปิดรับคนเก่งทั่วโลกมาอย่างยาวนาน และ ส่งเสริมให้เอกชนลงทุนกับงานวิจัย ทำให้สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศ ที่มีความสามารถแข่งขันเป็นอันดับ 1 ของโลก จึงไม่แปลกว่า ทำไม สวิสจึงได้คนอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และคนชั้นยอดไปทำงานให้ แม้แต่เพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ ก็ใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนา ประเทศ

ที่จริงแล้วการเลียนแบบความสำเร็จตามวิถีแห่งสวิส คงไม่ยากเกินไปสำหรับประเทศไทย เพราะใครๆ ก็อยากมาอยู่ประเทศไทยกันทั้งนั้น เพียงแค่รัฐส่งเสริม หาวิธีดึงดูดคนเก่งให้มาทำงานในไทยให้มากที่สุด เราก็มีแต่ได้ประโยชน์

สุดท้ายไอน์สไตน์คนใหม่ ก็อาจเกิดขึ้นที่เมืองไทยก็เป็นไปได้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ