
อย่ามาแหย็มนะยุคนี้
ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม"มือถือ" ได้กลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกายที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว บางคนอาจจะสำคัญรองลงจาก "หัวใจ" ถ้าลองออฟไลน์ หรือมือถือหายไปสักวัน จะเกิดอาการกระสับกระส่ายลงแดงไข้ขึ้น
ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
"มือถือ" ได้กลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกายที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว บางคนอาจจะสำคัญรองลงจาก "หัวใจ" ถ้าลองออฟไลน์ หรือมือถือหายไปสักวัน จะเกิดอาการกระสับกระส่ายลงแดงไข้ขึ้น
ในยุค 4จี ดิจิทัลคือทุกสิ่ง มันได้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างคนปลายทางกับคนต้นทาง อีกด้านหนึ่งตัดตอน "คนกลาง" ไปหมดสิ้น เพราะเสียงจากประชาชนส่งตรงมาเอง ทั้ง ผู้บริโภค คนดูทางบ้าน กองเชียร์ ผู้รับบริการ ส่งถึงเจ้าของเรื่องโดยตรง ไม่ต้องอาศัยสื่อหรือร้องเรียนผ่านหน่วยราชการ
มันเป็นทั้งพลังในการส่งเสียง วัดเรตติ้ง และถ่วงดุล ตรวจสอบการทำงานอีกฝ่าย
หมอท่านหนึ่งบอกว่า เดี๋ยวนี้การรักษาโรคไม่ง่ายเหมือนเดิม จากเดิมพูดอะไรไปคนไข้เชื่อหมด ปัจจุบันคนไข้หาความรู้ทางออนไลน์ แถมยังศึกษาประวัติหมอว่าจบที่ไหน เก่งจริงหรือไม่ คอมเมนต์จากคนที่เคยรักษาเป็นอย่างไร ยิ่งถ้า หมอคนใดดัง เคยมีประเด็นจากการรักษา ข้อมูลจากคนไข้ที่แชร์ก็มีมากขึ้น พอได้รักษาก็ถกเถียงแย้งหมอ หมอจะอธิบายอย่างเดิมๆ ไม่ได้แล้ว
อาจารย์ในมหาวิทยาลัยยุคใหม่ถูกนักศึกษาตั้งคำถามมากขึ้น ยิ่งถ้าเป็นเรื่องแนวคิด จุดยืนทางการเมือง นักศึกษาหลายคนมีหัวคิด อ่านข้อมูลที่เปิดกว้างในออนไลน์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในพื้นที่ประชาธิปไตยบนโลกโซเชียล อาจารย์ก็ต้องทำการบ้านมากขึ้น เพื่อตั้งรับกับคำถามแปลกๆ ท่ามกลางความหลากหลายของข้อมูล
ในวงการกีฬา เป็นข่าวล่าสุด มือเซต อันดับ 1 ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย นุศรา ต้อมคำ ออกมาตอบโต้กองเชียร์ผ่านไอจี หลังถูกวิจารณ์ฟอร์มตกในศึกเวิลด์กรังด์ปรีซ์ที่ไทยพ่าย 3 แมตช์รวด จนเจ้าตัวทนไม่ไหว ฉะกลับ ด้วยคำพูดรุนแรงกระทบภาพลักษณ์นักวอลเลย์ ขวัญใจ
ถ้าเป็นแต่ก่อนกองเชียร์คงไม่มีโอกาสส่งความรู้สึกตรง นอกจากเขียนจดหมายไปชื่นชม เป็นกำลังใจ แต่พื้นที่เปิดอย่าง เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม การแสดงความเห็นเป็นเรื่องสาธารณะ วิจารณ์สดๆ ใครเขียนอะไรเห็นกันหมด สร้างกระแสบวกลบได้เร็ว
ทว่า ความเห็นแรงๆ ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล หลายครั้งคนที่ถูกวิจารณ์ก็รับไม่ได้ ดาราในเกาหลีถูกแฟนคลับเขียนโจมตี บางรายเกิดความเครียด ซึมเศร้าถึงกับต้องฆ่าตัวตาย
ไม่เฉพาะการวิพากษ์อาชีพ ธุรกิจหลายรูปแบบต้องปรับเปลี่ยนเข้ายุคดิจิทัล
อุตสาหกรรมสื่อ สิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบ หนัก ทุกอย่างเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เคลื่อนไหวเร็วตอบสนองข่าวเหตุการณ์ได้ดีกว่าหนังสือพิมพ์ ยังเป็นการสื่อสารสองทางระหว่างคนอ่านกับคนเขียน คำวิจารณ์หลายเรื่องเป็นประโยชน์ อีกหลายเรื่องในเฟซบุ๊กท้ายข่าวก็เต็มไปด้วยการก่นด่าสร้างความเกลียดชัง
ในวงการโฆษณา โอนย้ายถ่ายเงินก้อนโตมาสู่ดิจิทัล ธุรกิจหลายประเภทเลิกซื้อโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์ที่เคยเป็น "คนกลาง" นำเสนอสินค้าสู่ประชาชน แต่ครั้งนี้บริษัทเอกชนรายใหญ่กลับมาทำสื่อเอง เปิดเพจในเฟซบุ๊ก โฆษณาผลิตภัณฑ์ตัวเอง ได้เปรียบทั้งต้นทุนโฆษณาที่ถูกลง ถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น มีตัวเลขชี้วัดเรตติ้งชนิดนาทีต่อนาที ไม่เหมือนโฆษณาที่เหมาเข่งในหนังสือพิมพ์ วัดผลไม่ได้ชัด
การทำงานของสื่อก็ถูกตรวจสอบจาก ผู้บริโภคด้วยกัน สื่อยักษ์ใหญ่ที่หลายคนไม่เคยคิดว่าจะยอมลดภาพศพ ละเมิดเหยื่อ ผิดจรรยาบรรณการนำเสนอข่าวจนยากจะเยียวยา วันนี้มีแนวโน้มลดลง เพราะถูกวิจารณ์หนัก ขณะที่แมลงวันก็กลับมาตอมแมลงวันกันคึกคัก กรณีสื่อออนไลน์เจ้าหนึ่งลอกข่าวเพื่อนสื่อเป็นอาจิณ จนผองเพื่อนในวงการรับไม่ได้
ไม่เฉพาะการวัดเรตติ้ง สึนามิดิจิทัลยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ตรวจสอบผู้มีอำนาจ การจะเอารถถังไปยึดอำนาจแล้วยึดเสาอากาศกรมประชาสัมพันธ์คุมการสื่อสารทั้งประเทศเหมือนอดีตไม่ได้แล้ว เพราะโลกมันเปิด
ในระดับหน่วยงานรัฐ เอกชน ประชาชนยังตรวจสอบการบริการว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ สายการบิน แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ รถเมล์ ยังไม่พอ มีการถ่ายคลิปแฉการรับสินบน ร้องเรียนยังต้นสังกัดประจานผ่านสื่อ
การทำงานของเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ตำรวจ ยุคใหม่ จึงไม่สามารถนิ่งดูดาย ถ้าไม่บริการประชาชนอย่างเต็มที่
ไม่ใช่แค่ประชาชน ข้าราชการก็ตรวจสอบกันเอง "อัยการหิวลาบ" จึงบังเกิดจากมือถือที่ตำรวจชั้นผู้น้อยแอบอัดเสียงอัยการเบ่ง พฤติกรรมกร่างที่ฝังรากมาช้านานของข้าราชการเจ้ายศ เจ้าอย่าง มันเลยได้โอกาสประจานให้สาธารณชนเห็น n







