
โกลบอล เทค เพียงแค่ปรับฐานหรือหมดความน่าสนใจ
โดยศิริพร สินาเจริญ ,CFA กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรีในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มโกลบอลเทคโนโลยีได้มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีการเติบโตอย่างโดดเด่นและติด TOP 5 ของหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในโลกได้ถึง 4 อันดับ ได้แก่ แอปเปิ้ล ไมโครซอฟท์ อเมซอน และเฟซบุ๊ก ความร้อนแรงของหุ้นกลุ่มดังกล่าวยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนี MSCI World Technology ได้ทำระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ และเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2560 ดัชนีได้ปรับเพิ่มขึ้น 22% นับตั้งแต่ต้นปี แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันหุ้นกลุ่มดังกล่าวได้ปรับตัวลง 3.5% ในช่วง 6 วันทำการ ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง
โดยศิริพร สินาเจริญ ,CFA กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มโกลบอลเทคโนโลยีได้มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีการเติบโตอย่างโดดเด่นและติด TOP 5 ของหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในโลกได้ถึง 4 อันดับ ได้แก่ แอปเปิ้ล ไมโครซอฟท์ อเมซอน และเฟซบุ๊ก ความร้อนแรงของหุ้นกลุ่มดังกล่าวยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนี MSCI World Technology ได้ทำระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ และเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2560 ดัชนีได้ปรับเพิ่มขึ้น 22% นับตั้งแต่ต้นปี แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันหุ้นกลุ่มดังกล่าวได้ปรับตัวลง 3.5% ในช่วง 6 วันทำการ ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง
จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเกิดคำถามเกี่ยวกับแนวโน้มและความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุการปรับลดลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในครั้งที่ผ่านมาจะพบว่าเกิดจากการที่โกลด์แมน แซคส์ โบรกเกอร์ระดับโลก ได้ออกมาเตือนว่าราคาหุ้นกลุ่ม FAAMG (เฟซบุ๊ก แอปเปิ้ล อเมซอน ไมโครซอฟต์ และกูเกิล) มีความผันผวนน้อยเกินจริง เนื่องจากนักลงทุนมองข้ามความเสี่ยงที่สำคัญไป เช่น เทคโนโลยีที่อาจล้าสมัยจนถูกทดแทนด้วยสิ่งใหม่ หรือมาตรการควบคุมจากภาครัฐ ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องเทคโนโลยีที่ล้าสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด การตกยุคของเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ตลาดรับทราบกันโดยทั่วไป
สำหรับมาตรการควบคุมของภาครัฐนั้น ถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนนักว่า เมื่อใดที่ภาครัฐจะมีการออกนโยบายที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดังกล่าว อาทิ การควบคุมการผูกขาด หรือมาตรการป้องกันการเลี่ยงภาษีของบริษัทที่ไปลงทุนในต่างประเทศ โดยประเด็น เหล่านี้ยังไม่มีความชัดเจนและไม่น่าจะเกิดภายในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้ง ความเสี่ยงจากมาตรการควบคุมของภาครัฐถือเป็นความเสี่ยงของตลาดโดยรวม ไม่ได้เป็นความเสี่ยงที่เฉพาะเจาะจงกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีแต่เพียงกลุ่มเดียว
คำถามต่อมา คือ ในปัจจุบันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีราคาแพงเกินไปหรือไม่ หรือจะเกิดภาวะฟองสบู่จึงทำให้นักลงทุนเริ่มมีการเทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมาก หากพิจารณาจากข้อมูลจะพบว่า ณ ปัจจุบัน ระดับ สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ของ MSCI World Technology อยู่ที่ 19.6 เท่า (ข้อมูล ณ วันที่ 27 มิ.ย. 2560) ถือเป็นระดับราคาที่ไม่ถูกแต่ก็ไม่ได้แพงจนเกินไป เนื่องจากดัชนีหุ้นทั่วโลกได้มีการปรับตัวสูงขึ้นระดับพี/อี ดังกล่าวยังห่างไกลจากช่วงฟองสบู่ดอตคอม ซึ่งขณะนั้น พี/อีสูงกว่า 50 เท่า
นอกจากนี้ คุณภาพของตลาดก็ต่างกัน กล่าวคือ ในช่วงนั้นตลาดนำโดยหุ้นอินเทอร์เน็ต เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ตลาดในปัจจุบันมีการกระจายไปในหุ้นหลากหลายกลุ่ม โดยหุ้นกลุ่มหลักๆ ได้แก่ กลุ่มอินเทอร์เน็ต ที่เติบโตได้ดีเนื่องจากปัจจุบันมีการลงโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้บางเว็บไซต์ก็ไม่ได้พึ่งพิงรายได้จากค่าโฆษณาเป็นหลัก แต่มีการเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่า เช่น อาลีบาบาที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าเป็นหลัก
นอกจากนี้ ตลาดยังมีการกระจายไปในหุ้นกลุ่มสมาร์ทโฟนและชิ้นส่วนอิเล็ก โทรนิกส์ต่างๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ที่ขยายตัวตามยอดขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกลุ่มคลาวด์คอมพิวติ้ง คอมพิวติ้ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ให้บริการประมวลผลและเก็บข้อมูลด้วยระบบออนไลน์ ถือเป็นหุ้นกลุ่มที่มาแรงเช่นกัน เนื่องจากบริษัทต่างๆ มีการใช้คลาวด์คอมพิวติ้งเพิ่มสูงขึ้น เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างระบบ ค่าบุคลากร และค่าบำรุงรักษา ตัวอย่าง คลาวด์คอมพิวติ้งที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายและใกล้ตัวมากที่สุด คือ อีเมล หรือการฝากไฟล์ตามเว็บไซต์ต่างๆ นั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนากลุ่มเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้แทนแรงงานมนุษย์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การใช้หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรที่ทันสมัย รวมถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลได้คล้ายสมองของมนุษย์มาทำงานแทนมนุษย์และมีแนวโน้มการใช้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาบริษัทประกันของญี่ปุ่นได้ปลดพนักงานที่ทำหน้าที่คำนวณค่าเบี้ยประกันทั้งแผนกจำนวนกว่า 30 คน เนื่องจากมีการนำ AI มาทำงานแทน ทั้งนี้ AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ไกลตัวอีกต่อไป ดังเห็นได้จากการใช้โปรแกรม SIRI ในสมาร์ทโฟน
จากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ดังกล่าวส่งผลให้ภาพรวมของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันและเป็นสินค้าไม่กี่ประเภท ที่ผู้บริโภคเต็มใจจ่ายเพื่อแลกกับการใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัย
อีกทั้งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีระดับราคาที่สมเหตุสมผลและมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ การปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงการขายทำกำไรตามปกติจากการที่ราคาเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับผลกระทบที่เกิดจากการวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ นั้นมีน้ำหนักค่อนข้างน้อย เนื่องจากหุ้นกลุ่ม ดังกล่าวไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญแต่อย่างใด







