
Sell in May and go away
เข้าสู่ช่วงปิดเทอมของโรงเรียนนานาชาติทีไร ทำให้รู้ตัวว่าหน้าร้อนของฝรั่งกำลังเริ่มขึ้น นักลงทุนและผู้จัดการลงทุนที่เป็นผู้ปกครอง
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย
เข้าสู่ช่วงปิดเทอมของโรงเรียนนานาชาติทีไร ทำให้รู้ตัวว่าหน้าร้อนของฝรั่งกำลังเริ่มขึ้น นักลงทุนและผู้จัดการลงทุนที่เป็นผู้ปกครอง เริ่มลาหนีความร้อนที่ปีนี้จะดูรุนแรง ในตลาดลงทุนมีการพูดว่า Sell in May and go away กันหนาหูมากขึ้น ซึ่งเป็นคำกล่าวที่แพร่หลายในหมู่นักเล่นหุ้น สื่อความหมายให้นักลงทุนขายหุ้นที่ถืออยู่ออกในเดือน พ.ค. แล้วค่อยกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้งในเดือน พ.ย. โดยนักลงทุนส่วนหนึ่งเชื่อว่าการหลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นในช่วง พ.ค.-ต.ค.นั้น ให้ผลดีกับพอร์ตการลงทุนมากกว่า เนื่องจากสถิติชี้ว่าตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนต่ำ (Underperform) ในช่วงดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับช่วง พ.ย.-เม.ย.ตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา พบว่าดัชนีอุตสาหกรรม Down Jones ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.3% ในช่วง พ.ค.-ต.ค. แต่กลับให้ผลตอบแทนช่วง พ.ย.-เม.ย. สูงถึง 7.5% ซึ่งยังไม่มีใครสามารถให้เหตุผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน มีเพียงการเชื่อมโยงที่ว่า ช่วง พ.ค.-ต.ค. ตลาดหุ้นมีการซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจากนักลงทุนส่วนหนึ่งพักร้อนออกจากตลาด แล้วกลับเข้ามาใหม่ในช่วงฤดูหนาวอย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงต้นทุนในการขายล้างพอร์ตและซื้อกลับเข้าใหม่ อีกครั้ง กลยุทธ์ Sell in May and go away อาจไม่ค่อยคุ้มค่านัก และช่วงจังหวะการลงทุนในแต่ละช่วงเศรษฐกิจ แต่ละปีอาจแตกต่างกัน การศึกษาโดย Bank of America Merrill Lynch พบว่ากลยุทธ์นี้มักจะใช้ได้ผลในปีที่ 3 ของเทอม (วาระในการดำรงตำแหน่ง 4 ปีของประธานาธิบดีสหรัฐ) จากข้อมูลตั้งแต่ปี 1897 ช่วงฤดูหนาวของปีที่ 3 ของเทอม ตลาดให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11% ในขณะที่ช่วงฤดูร้อนผลตอบแทนติดลบเล็กน้อย แต่ในปีอื่นๆ ของเทอม ตลาดให้ผลตอบแทนเฉลี่ยใกล้เคียงกันที่ 3% และ 2% ในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนตามลำดับ)นอกจากนี้ จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 142 ปี ของ CXO Advisory Group เพื่อเปรียบเทียบ 3 กลยุทธ์การลงทุน ได้แก่ 1) Sell in May and go away 2) ทำตรงข้ามกัน 3) ถือพอร์ตการลงทุนตลอดทั้งปี (Buy & Hold) พบว่ากลยุทธ์ที่ 1 ให้ผลตอบแทนดีกว่า 2 แต่กลยุทธ์ที่ 3 ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำเอาต้นทุนในการซื้อเข้าและขายออกมาประกอบอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจกว่าการขายล้างพอร์ต คือการปรับพอร์ตการลงทุนไปหาหุ้นที่ได้รับผลดีจากการพักร้อน เช่น หุ้นหมวดการบริโภค และหมวดการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงพักร้อนนั่นเอง







