posttoday
บริหารคนต่างเจนให้ดี สู่วิถีดิจิทัลไม่สะดุด

บริหารคนต่างเจนให้ดี สู่วิถีดิจิทัลไม่สะดุด

08 กรกฎาคม 2560

นับว่าเป็นมือฉมังวงการซอฟต์แวร์ในองค์กรระดับโลกมาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ไอบีเอ็ม, SAS, F5 Network, ไมโครซอฟท์

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

นับว่าเป็นมือฉมังวงการซอฟต์แวร์ในองค์กรระดับโลกมาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ไอบีเอ็ม, SAS, F5 Network, ไมโครซอฟท์ จนมาถึงพันธวณิช นับว่าเป็นเวลากว่า 20 ปี สำหรับ อภิสิทธิ์ คุปรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พันธวณิช ที่เจอรูปแบบการทำงานหลากเจเนอเรชั่น หลายวัฒนธรรม

อภิสิทธิ์ ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานให้ฟังว่า ตนเรียนจบด้านวิศวกรรมอุตสาหการ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ ถือว่ายังอยู่ในช่วงไฟแรงมากก็เลยขอเงินทุนจากพ่อมาเปิดโรงงาน ด้วยความที่ขาดประสบการณ์ก็เลยไม่สำเร็จ จึงไปเรียนต่อที่ต่างประเทศและได้เข้าทำงานในองค์กรซอฟต์แวร์ระดับโลก

“พอได้เข้าไปทำงานในบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกทำให้ทราบเลยว่า ผมถนัดงานด้านซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์”

จากประสบการณ์ในการทำงานที่ไอบีเอ็มก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จากนั้นก็ไปทำที่ออราเคิล ก็ทำงานร่วมกับกลุ่มโทรคมนาคม ต่อมาก็ไปทำงานที่ SAS ถือว่าเป็นยุคแรกของการทำเรื่องอะนาไลติก ซึ่งตอนนั้นในไทยยังไม่มีเรื่องนี้ โดยเฉพาะการทำดาต้าไมนิ่ง ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการเก็บข้อมูลบิ๊กดาต้า ซึ่งทำให้กับกลุ่มธนาคาร โรงงานอุตสาหกรรม และก็นั่งในตำแหน่งบริหารของบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกมาโดยตลอดกว่า 20 ปี ก่อนตัดสินใจมาทำงานที่พันธวณิช

อภิสิทธิ์ เล่าต่อไปว่า “ผมรู้สึกว่าไม่ว่าจะไปทำงานต่างประเทศมากแค่ไหน สุดท้ายยังไงเราก็ควรกลับมาทำงานที่ไทย เพราะเป็นประเทศแม่ของเราที่อยู่มาตั้งแต่เกิด ประกอบกับอยากอยู่กับครอบครัวที่นี่มากกว่า”

ด้วยประสบการณ์ที่ทำงานมานาน และทำงานร่วมกับคนต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมมามากมาย ทำให้อภิสิทธิ์จับทางได้และนำมาปรับใช้กับทางทีมงานของพันธวณิช ที่มีการทำงานร่วมกับหลายเจเนอเรชั่น ซึ่งคนรุ่นเก่านั้นเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ ในขณะที่คนรุ่นใหม่เก่งเรื่องความคิดสร้างสรรค์

ทั้งนี้ การทำงานไม่ว่าจะทำที่ไหน ประเทศใด ย่อมมีปัญหาเรื่องการปรับตัวทั้งสิ้น ซึ่งบางองค์กรเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งผู้บริหารต้องรู้ก่อนว่าควรปรับตัวอย่างไร และเริ่มลงมือแก้ไขตรงไหนก่อน การนำคนสองช่วงวัยที่มีความคิดต่างกันมาปรับจูนให้มีจุดร่วมกันตรงกลางได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

รูปแบบการทำงานของคนไทยและต่างประเทศจะต่างกัน คือ ต่างชาติจะทำงานหนักมาก ที่เห็นว่าเงินเดือนสูงนั้นก็ต้องแลกมากับปริมาณงานและความคาดหวังสูงเช่นกัน ยกตัวอย่าง การทำงานของคนสิงคโปร์ ที่มีจุดขายคือความเป็นมืออาชีพ ทำให้คนกลุ่มนี้ต้องมีความรู้รอบตัวหลายเรื่อง เพราะการทำงานของเขาจะมีการแข่งขันสูงอยู่ตลอดและเน้นจุดขายเรื่องความเป็นมืออาชีพ

คนต่างชาติจะเน้นเรื่องผลลัพธ์ (Outcome) เป็นหลัก โดยไม่สนเรื่องวิธีการทำให้วิธีคิดหรือการแก้ปัญหาของเขาจะมีความเป็นกระบวนการ (Structure) ในขณะที่การทำงานแบบคนไทยจะเน้นเรื่องของความสัมพันธ์และอายุการทำงานเป็นหลัก

แม้ว่าการทำงานในสายไอที จะมีคนกล่าวว่า สามารถนำเครื่องมือหรืออุปกรณ์เข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ แต่หากไม่มีคนทำงานหรือสั่งให้งานเดินหน้าต่อได้ดีพอ ก็เท่ากับว่าเป็นการลงทุนเครื่องมือโดยเปล่าประโยชน์ การวางรากฐานด้านทีมงานให้สามารถทำงานแทนกันได้ จะช่วยลดปัญหาการทำงานระหว่างหน่วยงาน

“การสร้างทีมให้มีความคิดเป็นกระบวนการ ทำให้ผมสามารถปล่อยให้น้องๆ ในทีมเดินหน้างานต่อไปได้ด้วยตนเอง หากผมติดธุระหรืองานอื่น งานที่ต้องสานต่อเองก็ต้องไม่สะดุด”

เห็นได้จากการปล่อยให้ธุรกิจในเครืออย่าง Good Choice และ Ascend Travel สามารถเดินหน้าไปได้ต่อด้วยการให้ทีมงานซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่บริหารและมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้ในฐานะผู้บริหารก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปด้วย

อภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้เรื่องของเทคโนโลยีและโลกดิจิทัลจะเป็นเรื่องของอนาคต แต่การเดินหน้าให้เทคโนโลยีเหล่านี้เกิดได้ ต้องมาจากคนรุ่นเก่าที่วางกลยุทธ์และแผนเดินหน้าธุรกิจอย่างเป็นแบบแผน เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถสานต่อได้อย่างสร้างสรรค์จนนำประเทศให้ก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างไม่สะดุด

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน