posttoday
ย้อนรอยค่าโง่ เอฟอาร์ซีดี ‘เอสเอ็มอีแบงก์ VS สแตนชาร์ด’

ย้อนรอยค่าโง่ เอฟอาร์ซีดี ‘เอสเอ็มอีแบงก์ VS สแตนชาร์ด’

05 กรกฎาคม 2560

กนกวรรณ บุญประเสริฐเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาพิจารณาให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ชำระหนี้ตามคำพิพากษา 3,000 ล้านบาท ให้ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ในเรื่องความเสียหายกรณีการผิดนัดชำระค่าปรับในสัญญาธุรกรรมออกบัตรเงินฝากอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (เอฟอาร์ซีดี) ที่ฟ้องร้องกันมาตั้งแต่ปี 2549

กนกวรรณ บุญประเสริฐ

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาพิจารณาให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ชำระหนี้ตามคำพิพากษา 3,000 ล้านบาท ให้ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ในเรื่องความเสียหายกรณีการผิดนัดชำระค่าปรับในสัญญาธุรกรรมออกบัตรเงินฝากอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (เอฟอาร์ซีดี) ที่ฟ้องร้องกันมาตั้งแต่ปี 2549

ย้อนรอยคดีนี้ เหตุเกิดจากเอสเอ็มอีแบงก์ได้ทำโครงการออกเอฟอาร์ซีดีวงเงินรวม 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.14 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการระดมทุนเพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อ ซึ่งการออกเอฟอาร์ซีดีถือเป็นการระดมทุนรูปแบบหนึ่ง โดยจะมีการจ่ายดอกเบี้ยตอบแทนให้แก่ผู้ถือตราสาร

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากการออกเอฟอาร์ซีดีครั้งนั้นมีการทำสัญญาที่มีความสลับซับซ้อนเหมือนการเก็งกำไร โดยกำหนดกรอบอัตราดอกเบี้ยไว้ และในกรณีที่ดอกเบี้ยขึ้นหรือลง สูงหรือต่ำกว่ากรอบที่กำหนด เอสเอ็มอี แบงก์จะต้องชำระค่าปรับเพิ่ม 8% ให้แก่สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวถึงการสอบข้อเท็จจริงในครั้งนั้นว่า ผู้บริหารระดับสูง 4-5 คน มีความเกี่ยวข้องกับสัญญาที่ว่านี้ โดยคณะกรรมการธนาคารในขณะนั้นเห็นชอบโครงการนี้ไปโดยอาจไม่รู้ลึกถึงข้อตกลงที่เพิ่มมาจากการกู้เงินตามปกติ เหมือนมีการเสนอเรื่องเข้าบอร์ดจริงแต่เสนอมาไม่หมด จนเกิดความเสียหายดอกเบี้ยหลุดกรอบ เอสเอ็มอีแบงก์ต้องจ่ายค่าเสียหายมาหลายงวด แต่ไม่มีการรายงานบอร์ดโดยตรง

จนเมื่อ จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ได้เข้ามานั่งเป็นประธานบอร์ด จึงสั่งให้มีการตรวจสอบตัวเลขความเสียหายทั้งหมด เรื่องจึงถูกเปิดเผยขึ้น ต่อมามีการนำเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. พิจารณา ซึ่งผลสอบเบื้องต้นมีมูลให้เชื่อได้ว่า มีการเอื้อประโยชน์ให้ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ได้ประโยชน์จากการทำสัญญาในส่วนของการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (IRS) และเบี้ยปรับ รวมถึงการทำสัญญาประกันความเสี่ยง (CCS) โดยที่มีการปกปิดข้อมูลกับคณะกรรมการ และยังพบว่ามีการดำเนินการเกินกว่าอำนาจคณะกรรมการที่ให้ไว้

อย่างไรก็ตาม เมื่อการพิจารณาจากศาลอุทธรณ์ล่าสุดเห็นชอบให้เอสเอ็มอีแบงก์ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามจำนวนดังกล่าว ถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง เอสเอ็มอีแบงก์ไม่ต้องชำระเงินแก่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตาในการสู้กันยกต่อไปในชั้นศาลฎีกา ตามกระบวนการจะใช้เวลาภายใน 30 วัน

มงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ คนปัจจุบัน ประกาศชัด ไม่ว่าผลของคดีจะเป็นอย่างไร เอสเอ็มอี แบงก์ยินดีและพร้อมปฏิบัติตาม คำพิพากษาทุกประการ เพราะขณะนี้ ธนาคารทางการเงินของธนาคารเริ่มมีความแข็งแกร่ง ณ สิ้นปี 2559 มีกำไรถึง 1,600 ล้านบาท ยังมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง และมีเงินสำรองหนี้ส่วนเกินรองรับความเสียหายที่เพียงพอ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ขณะนี้ธนาคารมีกองทุนขั้นที่ 1 เดือน มี.ค. 2560 ที่ 11.55% และกรณีเมื่อมีการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในกองทุนขั้นที่ 2 จะทำให้เงินกองทุนเพิ่มเป็น 12% ถือว่าฐานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งเพียงพอต่อการชำระหนี้ตามความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นหากผลของคำพิพากษาให้เอสเอ็มอีแบงก์ชำระหนี้ โดยไม่มีผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน ผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้และเอสเอ็มอีแบงก์ยังสามารถดำเนินการตามแผนพันธกิจผู้ประกอบการรายย่อยปี 2560 ได้เป็นปกติ

ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เรื่องนี้ถือเป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจ และ ควรต้องติดตามหาผู้กระทำความผิด เอามาลงโทษให้ได้ เพราะความเสียหาย ที่เกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นการทำธุรกรรม ที่ไม่สุจริต

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค