
ระวัง!อุบัติเหตุทางการเงิน ทำให้แผนการออมเพื่อเกษียณพลาด
วารุณี อินวันนา การออมเงินเพื่อการเกษียณไม่ใช่จะราบรื่นทุกคน และหลายคนต้องเผชิญกับอุบัติเหตุทางการเงินระหว่างทางของการเดินเข้าสู่เป้าหมายที่วางไว้ และเมื่อเกิดแล้วจะต้องหาทางออกให้ดีเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย
วารุณี อินวันนา
การออมเงินเพื่อการเกษียณไม่ใช่จะราบรื่นทุกคน และหลายคนต้องเผชิญกับอุบัติเหตุทางการเงินระหว่างทางของการเดินเข้าสู่เป้าหมายที่วางไว้ และเมื่อเกิดแล้วจะต้องหาทางออกให้ดีเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย
สมพงษ์ จูงฉัตราภรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) เป็นหนึ่งในคนวัยเกษียณที่ไปไม่ถึงเป้าหมายการออมที่วางไว้ เนื่องจากเจออุบัติเหตุทางการเงินหลายครั้ง ทำให้เงินที่ออมไว้ต้องนำออกมาใช้จ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สมพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบกับเงินออมของหลายคนอาจจะเกิดจากการกระทำของตัวเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่หลายคนเกิดจากคนอื่น ผมก็เกิดจากคนอื่น ทั้งการถูกโกงเพราะความไว้วางใจคนที่คบค้าสมาคมด้วย ซึ่งหมดไปเกือบล้านบาท
ถูกยืมแล้วไม่ยอมใช้คืนที่มีมา เป็นระยะๆ มากบ้าง น้อยบ้าง ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ การเจ็บป่วยของคนรอบข้าง ในฐานะที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่อง โดยไปทำการซื้อที่ดินเพื่อลงทุนจากการชักชวนของคนรู้จัก แต่เมื่อไปดูที่แล้วมองว่าไม่น่าจะทำกำไรได้ใน 5-10 ปี จึงไม่ส่งต่อ ผ่านไปเกือบ 10 ปี มีหมายศาลมาที่บ้านว่าเป็นหนี้ธนาคารพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างมา 10 ปีก็ต้องไปใช้หนี้โดยที่ไม่ได้ที่ดินผืนนั้น
นอกจากนี้ ยังมีหมายศาลมาที่บ้านว่าเป็นหนี้จากการขอสินเชื่อส่วนบุคคลแล้วไม่ชำระ ซึ่งได้ต่อสู้กับธนาคารพักหนึ่งเพราะไม่เคยขอสินเชื่อส่วนบุคคลใช้เลย และจะทำการฟ้องศาลจึงได้หาหลักฐานจนพบว่าคนที่ไปทำเป็นคนใกล้ชิด หากฟ้องศาลจะทำให้คนใกล้ชิดเสียอนาคตรวมถึงครอบครัว จึงยินยอมชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย นอกจากจะเกิดอุบัติเหตุทางการเงิน ยังเป็นผลมาจากสมัย 40 ปีก่อน สังคมยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการออมเงินในความหมายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ในช่วงนั้นมีการออมบ้าง แต่ไม่สม่ำเสมอและมีการนำเงินออมออกมาใช้จ่าย ซึ่งได้บทเรียนในการนำมาปลูกฝังการออมให้กับลูกที่อยู่ในวัยเรียน โดยจะสมทบเงินให้ลูกเท่ากับเงินที่ลูกเหลือในแต่ละเดือน เช่น เดือนนี้เหลือ 500 บาท และจะสมทบให้ 500 บาท โดยเงินนี้จะเป็นเงินออมจริงๆ ไม่ให้นำมาใช้ ซึ่งเป็นการฝึกให้รู้จักออมเงินและบริหารเงิน
"ตอนนั้นผมก็ผ่อนบ้าน ผ่อนรถด้วย ทำงานคนเดียว พอเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้น ทำให้เงินออมไม่เหลือ เพราะมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ยังต้องชดใช้หนี้ด้วย สามารถเคลียร์หนี้ทุกอย่างได้ช่วงอายุ 50 ปี จึงเริ่มออมเงินอย่างจริงจัง" สมพงษ์ กล่าว
สมพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการออมนั้นจะมีฝากธนาคารไว้แค่พอใช้หากเกิดตกงาน 3-6 เดือน นอกจากนั้น จะมีการลงทุนในกองทุนหุ้นประมาณ 50% เพราะออมช้าจึงต้องหาช่องทางที่จะให้ผลตอบแทนสูงเพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น และมีการซื้อประกันชีวิต ทั้งแบบบำนาญ แบบสะสมทรัพย์ ประมาณ 20% และได้บทเรียนของการซื้อประกันบำนาญเมื่ออายุมาก จะต้องจ่ายเบี้ยที่สูงมากๆ อีก 30% เป็นการลงทุนในกองทุนที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็ว
นอกจากนี้ ยังมีบ้านให้เช่าหนึ่งหลัง นอกจากบ้านที่ใช้อยู่อาศัย แต่ถือว่า รายได้ไม่สูงมากเพราะค่าเช่าแค่เดือนละ 1 หมื่นบาท และมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าเสื่อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต้องซ่อมแซมแน่นอน และมีทองบ้างเล็กน้อย ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรมาก แต่จากการที่รัฐบาลมีโครงการ รีเวิร์ส มอร์ทเกจ ที่ให้คนวัยเกษียณ สามารถนำบ้านไปเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อรายเดือนมาใช้จ่ายได้ ทำให้คนสูงวัยอุ่นใจ
สมพงษ์ กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายว่าหลังอายุ 60 ปี จะมีเงินใช้จ่ายเดือนละ 5 หมื่นบาท สำหรับครอบครัวเล็กๆ ลูก 1 คน และภรรยาที่เป็นแม่บ้านตามแผนที่วางไว้ เมื่อลูกโตขึ้นสามารถดูแลตัวเองได้ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าห่วง
"วันนี้อายุ 61 ปี เงินออมที่เริ่มเก็บเมื่ออายุ 50 ปี เดินทางมาถึง 60% ของแผนทางการเงินที่วางไว้ จึงอยากแบ่งปันบทเรียนในการออมว่า แม้เราจะมีวินัยในการออมสม่ำเสมอ ต้องคำนึงถึงอุบัติเหตุทางการเงินที่จะเกิดขึ้นด้วย เพราะมันทำให้แผนการออมเพื่อการเกษียณพลาดเป้าไปเลย และให้ระมัดระวังเรื่องนี้ให้มาก" สมพงษ์ กล่าว
สมพงษ์ กล่าวว่า ทางออกจากการที่ต้องเจออุบัติเหตุทางการเงิน คือ หนึ่ง ต้องเก็บให้มากขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมามีการออมเงินถึง 50% ใช้จ่าย 50% สอง ลงทุนในกองทุนหุ้นสัดส่วนสูง เพราะความเสี่ยงสูง ก็มีโอกาสในการได้กำไรสูง สาม ยืดเวลาการทำงานออกไปเพราะยังแข็งแรง







