
ประกันนาข้าว ประชานิยมไม่แจกเงิน
วารุณี อินวันนาแม้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 แต่ประชากร 70% ของประเทศยังเป็นเกษตรกร และพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงทำการเพาะปลูกข้าว ที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติทุกชนิด ทำให้รายได้ชาวนาลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่ม จากการลงทุนใหม่ ต้องกู้ยืมเงินทั้งในระบบและนอกระบบ สูญเสียที่ดิน ตกอยู่ในสภาพยากจนซ้ำซาก
วารุณี อินวันนา
แม้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 แต่ประชากร 70% ของประเทศยังเป็นเกษตรกร และพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงทำการเพาะปลูกข้าว ที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติทุกชนิด ทำให้รายได้ชาวนาลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่ม จากการลงทุนใหม่ ต้องกู้ยืมเงินทั้งในระบบและนอกระบบ สูญเสียที่ดิน ตกอยู่ในสภาพยากจนซ้ำซาก
รัฐบาลชุดปัจจุบัน มีนโยบายช่วยเหลือชาวนาไทยแบบบูรณาการ ด้วยการดึงความร่วมมือจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภายใต้โครงการประกันภัยข้าวนาปี ให้ความคุ้มครองภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่รัฐบาลตัดสินใจอุดหนุน ค่าเบี้ย ประกันภัยเมื่อปีการผลิต 2559 เป็นครั้งแรก มีพื้นที่ทำนาได้รับการดูแลถึง 25 ล้านไร่
นับเป็นการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้านมาตรการช่วยเหลือชาวนา เป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน ปิดความเสี่ยง ลดภาระการกู้ยืม และยกระดับรายได้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของชาวนาไทยในอนาคต
สำหรับปีการผลิต 2560 กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการรับประกันภัยไว้ที่ 25-30 ล้านไร่ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งด้านแนวทางการจ่ายสินไหม และ เบี้ยประกันภัยถูกลง จำนวนบริษัท เข้าร่วมรับประกันภัยเพิ่มเป็น 24 บริษัท จาก 16 บริษัท
ทั้งนี้ เบี้ยประกันภัยเหลือเพียง 90บาท/ไร่ จากปีก่อน 100 บาท/ไร่ ลดลง 10% แต่ได้รับความคุ้มครองมากขึ้นเป็น 1,260 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 13.41% จากปีก่อน 1,111 บาท/ไร่ ทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณในการอุดหนุนเบี้ยในปี 2560 เหลือ 1,841 ล้านบาท จากปี 2559 ที่ใช้งบ 2,071 ล้านบาท
ราคาเบี้ยประกันภัยเมื่อรวมอากรแสตมป์และภาษีแล้ว จะอยู่ที่ 97.37 บาท/ไร่ ซึ่งรัฐบาลอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย 61.37 บาท/ไร่ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อุดหนุนส่วนที่เหลือ 36 บาท/ไร่ ชาวนาที่เป็นลูกค้าสินเชื่อของ ธ.ก.ส.จะไม่เสียเงินค่าเบี้ยประกันภัยเลย แต่ถ้าไม่ได้เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.จะจ่ายเบี้ยประกันภัยเพียง 36 บาท/ไร่
อย่างไรก็ตาม ชาวนาที่จะสามารถซื้อประกันภัยข้าวนาปีได้ ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือปรับปรุงทะเบียน เกษตรกร ปีการผลิต 2560/2561 กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยซื้อได้ตั้งแต่ก่อนเพาะปลูกจนถึง วันสุดท้ายของการขายไม่เกิน 30 ส.ค. 2560 ของทุกภาค เริ่มขายประกันภัยข้าวนาปี ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2560 เป็นต้นไป ยกเว้นภาคใต้ไม่เกินวันที่ 15 ธ.ค. 2560 เพราะมีฤดูกาลเพาะปลูกที่ช้ากว่าภาคอื่นๆ
ด้านความคุ้มครองภัยพิบัติทางธรรมชาติ 6 ภัย และภัยโรคระบาด 1 ภัย ได้แก่ ภัยที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น อากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ และไฟไหม้
ส่วนความเสียหายจากภัยศัตรูพืชและโรคระบาด วงเงินความคุ้มครองก็เพิ่มขึ้นเช่นกันมาอยู่ที่ 630 บาท/ไร่ จากปีก่อน 555 บาท/ไร่ ภัยเหล่านี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเป็น ผู้ประกาศเป็นเขตการให้ความ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ทางบริษัทประกันภัยจึงจะจ่ายค่าสินไหมทดแทน
ขณะที่แนวทางการจ่ายค่าสินไหมปีนี้ ก็มีการปรับปรุงที่อิงผลประโยชน์ของชาวนามากขึ้น ด้วยการแก้ไข คำจำกัดความวันที่เกิดความเสียหาย ที่สามารถรองรับกรณีมีการประกาศภัยหลายครั้ง เช่น วันที่ 1 ก.ค. ได้เกิดภัยพิบัติและมีการประกาศภัยจังหวัด แต่มีหมู่บ้านยังไม่ได้รับความเสียหาย ต่อมาชาวนาในหมู่บ้านนี้ขอทำประกันภัยในวันที่ 15 ก.ค. และเกิดภัยพิบัติจริงในวันที่ 30 ก.ค. จะได้รับการชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน เป็นการสะท้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง จากเดิม ไม่ได้รับการชดเชย เพราะยึดหลักว่าจังหวัดนั้นถูกบันทึกความเสียหายตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. แต่จะได้รับคืนเบี้ยประกันภัยเท่านั้น
นอกจากนี้ ในกรณีนาข้าวได้ รับความเสียหายเป็นวงกว้าง แต่ ไม่เพียงพอที่จังหวัดจะประกาศเป็นพื้นที่เขตภัยพิบัติ ให้เกษตรกรแจ้งทางเกษตรอำเภอมา ตรวจสอบ ก่อนจะมีหนังสือแจ้งยืนยันไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยว่าเกษตรกรมีความเสียหายเกิดขึ้นจริง เพื่อที่จะได้ดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่อไป ซึ่งเดิมจะได้รับการชดเชยต่อเมื่อทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็น เขตภัยพิบัติ
รวมถึงได้เพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายสินไหมทดแทน ด้วยการที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้เชื่อมโยงข้อมูลออนไลน์กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรณีมีการประกาศภัยเพื่อให้สำนักงาน คปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธ.ก.ส. และสมาคมประกันวินาศภัยไทย รับทราบข้อมูลอย่างรวดเร็วและเตรียมการจ่าย ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เกษตรกรต่อไป
ขณะเดียวกัน ทาง คปภ.และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ลงพื้นที่ตามหมู่บ้านเพื่อรับฟังสภาพปัญหาและข้อเสนอแนะจากชาวนาในพื้นที่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้มากขึ้นก่อน 1 วัน ที่จะมีการจัดโครงการอบรม ความรู้ประกันภัยให้กับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรอำเภอ จังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอ จังหวัด เจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เพื่อนำไปเผยแพร่ให้กับเกษตรกรอีกครั้ง
การประกันภัยข้าวนาปีในปี 2560 นี้ จึงนับว่ามีกระบวนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านๆ มา ซึ่งจะช่วยให้ชาวนาลดภาระค่าใช้จ่ายจากการต้องเพาะปลูกใหม่เมื่อเกิด ภัยพิบัติ ลดโอกาสการกู้ยืมเงิน ทำให้ มีรายได้คงค้างในกระเป๋ามากขึ้น ยังเป็นโครงการตัวอย่างของการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ที่ โครงการอื่นๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้
รวมทั้งยังเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงให้กับสังคมไทยในวงกว้าง ที่จะเปิดประตูสู่การนำความรู้ด้านประกันภัยประเภทอื่นๆ เข้าไป เพื่อให้ชาวนาไทยมีความเข้มแข็งสามารถเดินควบคู่ไปกับอุตสาหกรรม 4.0 สร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน n







