
เดือนแห่งผลประกอบการ
& จิตรา อมรธรรมรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]ผ่านไปแล้วครึ่งปี หุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ดีกว่าทองคำ พันธบัตร น้ำมัน และโภคภัณฑ์อื่น และในบรรดาตลาดหุ้นโลก ตลาดเอเชียให้ผลตอบแทนดีที่สุดสอดคล้องกับทิศทางของกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตั้งแต่ต้นปี แต่ตลาดหุ้นไทยยังปรับขึ้นน้อยเกือบที่สุดในภูมิภาค จุดเปลี่ยนสำคัญคือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ถ้าไม่มีผลกระทบทางลบเกินคาดเหมือนไตรมาสแรก SET มีโอกาสทดสอบแนวต้าน 1,600 จุด หรืออาจดีกว่านั้นขึ้นอยู่กับผลประกอบการ
& จิตรา อมรธรรมรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
ผ่านไปแล้วครึ่งปี หุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ดีกว่าทองคำ พันธบัตร น้ำมัน และโภคภัณฑ์อื่น และในบรรดาตลาดหุ้นโลก ตลาดเอเชียให้ผลตอบแทนดีที่สุดสอดคล้องกับทิศทางของกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตั้งแต่ต้นปี แต่ตลาดหุ้นไทยยังปรับขึ้นน้อยเกือบที่สุดในภูมิภาค จุดเปลี่ยนสำคัญคือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ถ้าไม่มีผลกระทบทางลบเกินคาดเหมือนไตรมาสแรก SET มีโอกาสทดสอบแนวต้าน 1,600 จุด หรืออาจดีกว่านั้นขึ้นอยู่กับผลประกอบการ
คงนโยบายการเงิน
ในเดือนนี้มีประชุมธนาคารกลางสำคัญหลายแห่ง ทั้งธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) (20 ก.ค.) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) (20 ก.ค.) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) (27 ก.ค.) รวมถึงไทยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) (5 ก.ค.) ทั้งหมดนี้น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินตามเดิม จึงไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้น แต่ต้องติดตามแถลงการณ์หลังการประชุมเพื่อดูมุมมองเศรษฐกิจและแนวโน้มความเคลื่อนไหวของแต่ละธนาคารกลางในระยะถัดไป
การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือนที่ผ่านมา (13-14 มิ.ย.) นอกจากจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 1.00-1.25% (ปรับขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้) ยังเผยแนวทางชัดเจนเกี่ยวกับแผนลดขนาดงบดุล โดยจะจำกัดเพดานการ Reinvest ตราสารหนี้ทั้ง 3 ประเภท คือ พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ของหน่วยงานรัฐ และ Mortgage-backed securities (MBS) เป็นไม่เกินเดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และปรับเพดานขึ้นทุก 3 เดือนเป็นเวลา 5 ไตรมาสนับจากวันที่เริ่มทำ การลดจำนวนการ Reinvest ลงเรื่อยๆ จะทำให้ขนาดงบดุลเข้าสู่ภาวะปกติซึ่งคาดว่าใช้เวลา 5-6 ปี ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ขยับน้อยมากหลังการประชุมเฟด แสดงว่าเฟดไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้ตลาด หรืออีกนัยหนึ่ง ราคาสินทรัพย์ต่างๆ รับรู้สิ่งที่เฟดพูดไปแล้ว การทยอยลดขนาดงบดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่น่ากระทบการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายและกระทบจำกัดต่อตลาดหุ้น
สหรัฐกระทบจำกัด
ในเดือนนี้วุฒิสภาอาจมีการโหวตร่างกฎหมายสุขภาพ อเมริกันเฮลท์แคร์ (AHCA) หลังจากเลื่อนมาจากปลายเดือนก่อน เพราะ สว.พรรครีพับลิกันหลายท่านไม่เห็นด้วย (ในชั้นสภาล่างก็ผ่านด้วยคะแนนฉิวเฉียด 217 ต่อ 213) แม้ว่าสุดท้ายแล้วร่างกฎหมายสุขภาพจะไม่ผ่านออกมาเป็นกฎหมาย และกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงนโยบายอื่นๆ ของทรัมป์ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปภาษี ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ข่าวลบของสหรัฐจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับขึ้นมาถึง 17% ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาพักฐาน เป็นบวกต่อกระแสเงินทุนที่จะไหลเข้าในภูมิภาค รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ได้อานิสงส์จากความที่ตลาดยังปรับขึ้นน้อย และทิศทางผลประกอบการที่มีความหวัง
ผลประกอบการไตรมาส 2
ไตรมาส 2 เป็นโลว์ซีซั่นของหลายธุรกิจ ยกเว้นกลุ่มเครื่องดื่มและโฆษณา แต่ในปีนี้กลุ่มเครื่องดื่มมีปัญหาภาษีค่าความหวานที่ยังไม่ชัดเจน ธุรกิจโฆษณาอาจถูกกระทบจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดูจะอ่อนแออีกครั้ง สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะรายงานผลประกอบการเป็นกลุ่มแรก ไม่น่ามีข่าวลบเกินคาด จากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เหมือนไตรมาสก่อน (กรณีการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) หากจัดชั้นเป็นเอ็นพีแอล ทั้งจำนวนน่าจะทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลของธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารกรุงไทย (KTB) สูงขึ้นไม่ถึง 1%) แนวโน้มกำไรไตรมาส 2 น่าจะลดลงจากไตรมาสแรกตามฤดูกาลและถูกกระทบบางส่วนจากการปรับลดดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อย (MRR) สินเชื่อเบิกเกินบัญชี (MOR) ในเดือน พ.ค. ซึ่งอยู่ในประมาณการและรับรู้ในราคาหุ้นบ้างแล้ว ส่วนกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจะมีขาดทุนสต๊อกโอกาสที่นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการลงอีกมีน้อย ยกเว้นกลุ่มค้าปลีกซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เพียง 10% ของมูลค่าตลาดรวม จึงมองการลดลงของตลาดมีจำกัด
ลงทุนเริ่มเป็นรูปธรรม
ในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะได้เห็นความคืบหน้าของโครงการของภาครัฐมากขึ้น กลุ่มรับเหมาและกลุ่มวัสดุก่อสร้างได้รับผลบวกโดยตรงจากงานประมูลขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น หุ้นกลุ่มนี้น่าจะปรับขึ้นเหนือตลาดช่วงครึ่งปีหลัง







