posttoday
ลุ้นเศรษฐกิจครึ่งหลัง เบรกเอ็นพีแอลหยุดเพิ่ม

ลุ้นเศรษฐกิจครึ่งหลัง เบรกเอ็นพีแอลหยุดเพิ่ม

29 มิถุนายน 2560

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์ประเด็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่อยู่ระดับสูง ถูกหยิบยกขึ้นมาว่าอาจเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สร้างความเปราะบางในระบบการเงินของประเทศ และเป็นต้นตอที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมา

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ประเด็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่อยู่ระดับสูง ถูกหยิบยกขึ้นมาว่าอาจเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สร้างความเปราะบางในระบบการเงินของประเทศ และเป็นต้นตอที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมา

เอ็นพีแอลมีอัตราเพิ่มขึ้นมาตลอดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน หลังเกิดปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ต่างชาติชะลอการลงทุนในไทยเพื่อรอดูสถานการณ์ การลงทุนขยายการผลิตไม่เกิด การบริโภคไม่โต ธุรกิจทำมาค้าขายลำบาก การส่งออกอ่อนแอ

ย้อนดูอัตราเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมในช่วง 3 ปี สิ้นปี 2557 เอ็นพีแอลของทั้งระบบมีสัดส่วน 2.16% สิ้นปี 2558 เอ็นพีแอลกระโดดมาเป็น 2.56% สิ้นปี 2559 เอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.83% ล่าสุด ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2560 เอ็นพีแอลมีสัดส่วน 2.95%

เมื่อสังเกตจะพบว่าตัวเลขการเคลื่อนไหวของเอ็นพีแอลแต่ละปีจะปรับขึ้นไปสูงสุด (พีก) ช่วงไตรมาส 3 อย่างในปี 2557 เอ็นพีแอลในไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.35% ปี 2558 เอ็นพีแอลในไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.79% และปี 2559 เอ็นพีแอลพีกที่ระดับ 2.89% ในไตรมาส 3 เช่นกัน

สะท้อนว่าในไตรมาส 4 เป็นฤดูกาลที่สถาบันการเงินบริหารจัดการเอ็นพีแอลทุกรูปแบบ ทั้งตัดหนี้สูญ (ไรท์ออฟ) ขายออกให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) เพื่อให้ปิดสิ้นปีมีตัวเลขเอ็นพีแอลที่ต่ำที่สุด

อย่างไรก็ตาม เอ็นพีแอลพุ่งขึ้น ก็จริง แต่อัตราที่ไม่ถึง 3% ในปัจจุบัน คงเทียบไม่ได้กับเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ที่มีเอ็นพีแอลถึง 80% ที่ทำให้สถาบันการเงินล้มระเนระนาด หมดห่วงได้ว่าวิกฤตคง ไม่ซ้ำรอยกับในอดีตแน่นอน

แต่ความน่าเป็นห่วงจากปัญหา เอ็นพีแอลขณะนี้คือ ความเป็นอยู่ของธุรกิจ และประชาชนระดับฐานราก

ทำไมเอ็นพีแอลยังขยับขึ้น ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน อัตราการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ปรับขึ้นเหนือ 3% เป็นที่น่าพอใจ แล้วทำไมคุณภาพหนี้กลับไม่ดีขึ้น

บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย เคยพูดไว้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานสมาคมธนาคารไทย ว่า แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวแล้ว แต่เอ็นพีแอลจะขยับขึ้นต่อเนื่องไปอีก 12-18 เดือน ซึ่ง บุญทักษ์ พูดเมื่อปี 2558 ว่า เอ็นพีแอลควรจะพีกตั้งแต่ปลายปี 2559 แล้ว

ทว่า จนถึงขณะนี้กลางปี 2560 ยังไม่เห็นวี่แววว่าเอ็นพีแอลจะหยุดขึ้น ฉะนั้นช่วงเวลาที่เอ็นพีแอลปรับขึ้นต่อหลังเศรษฐกิจฟื้น มีแนวโน้มว่าใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีเสียแล้ว และอาจจะใช้เวลานานกว่านั้นหากเศรษฐกิจยังอืดอยู่

นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเติบโตกระจุก โดยเฉพาะในธุรกิจรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ที่เป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาตลอด 2 ปี ขณะที่ธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นการซื้อมาขายไปยังซบเซาเพราะกำลังซื้อประเทศไม่ฟื้น

สอดคล้องกับทิศทางเอ็นพีแอลปรับขึ้นยังคงมาจากกลุ่มลูกหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นหลัก โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีสินเชื่อเอสเอ็มอีจำนวนมาก กำลังอยู่ระหว่างการสะสางปัญหาให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าในรายที่ยังพอเดินไหวได้มีกำลังเดินต่อไป แต่รายไหนที่สุดยื้อจริงๆ ไม่แคล้วต้องปล่อยให้เป็นหนี้เสียอย่างช่วยไม่ได้

ค่าเฉลี่ยเอ็นพีแอลของสินเชื่อ เอสเอ็มอีในระบบทะลุขึ้นไปเกิน 5% แล้ว ซึ่งหากเทียบสัดส่วนเพียง 5% กับเรื่องของอย่างอื่น เช่น เงินในกระเป๋าเรา รู้สึกว่าไม่ได้มากมายอะไร แต่เมื่อพูดคำว่า 5% กับอัตราเอ็นพีแอลของธนาคาร คงมีชะงักไปบ้าง เพราะประเทศไทยไม่มีเอ็นพีแอลสูงถึง 5% มานาน

พิภวัตว์ ภัทรนาวิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ยอมรับว่า ทิศทางเอ็นพีแอลของสายงานลูกค้า ผู้ประกอบการ หรือเอสเอ็มอียังขยับขึ้น โดยไตรมาสแรกอยู่ที่ 5.2% และสิ้นปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 5.3% ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้เร่งตัวเหมือนที่ผ่านมา

พิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าเอสเอ็มอีและผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่เพิ่งเข้ามาดูแลสายงานนี้เพียงไม่กี่เดือน ต้องรับภาระหนักในการดูแลคุณภาพหนี้ มี เป้าหมายหั่นเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีจากไตรมาสแรกที่ 6.5% ให้ลงไปอยู่ระดับ 6% ในสิ้นปีนี้ให้ได้

วิธีที่จะทำให้เอ็นพีแอลลดลงได้มี 2 วิธี คือ ภาวะเศรษฐกิจต้องดีขึ้นอย่างชัดเจนจนทำให้สถาบันการเงินมั่นใจปล่อยสินเชื่อเพิ่ม อีกวิธีหนึ่งคือ ธุรกิจเอสเอ็มอีต้องปรับตัว ทำตัวเองให้ เข้มแข็งอยู่รอดกับทุกสภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเป็นเช่นนี้หนี้เสียก็จะไม่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากตัวธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทย ยังมีการปรับตัวน้อยมาก โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน หรือแม้แต่ใช้ช่องทางการขายผ่านออนไลน์ สถาบันการเงินก็เป็นห่วงการปรับตัวของลูกค้า จึงจัดโครงการฝึกอบรมให้องค์ความรู้ช่วยติดอาวุธทางธุรกิจให้เต็มที่

ด้านภาวะเศรษฐกิจ ทุกมุมมองล้วนเห็นภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีแรกผ่านไปแบบฝืดๆ และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ครึ่งหลังของปี 2560 จะได้ฤกษ์ที่โครงการลงทุนรัฐที่ค้างท่อจะทยอยออกมาเป็นรูปธรรม จะได้จุดพลุการเริ่มต้นของเศรษฐกิจเติบโตอย่างชัดเจน

หากเศรษฐกิจเติบโตชัดเจนอย่างที่คาดหวัง เชื่อว่าแนวโน้มเอ็นพีแอลครึ่งปีหลังน่าจะดูดีขึ้น โดยอัตราการเพิ่มจะชะลอลงเรื่อยๆ ซึ่งเอ็นพีแอลน่าจะถึงจุดสูงสุดในไตรมาส 3 ตามสถิติที่เกิดขึ้น และไตรมาส 4 จะชะลอลงและหยุดการเพิ่มขึ้นได้

แต่การจะให้เอ็นพีแอลลดลงคงเป็นเรื่องยาก ตราบใดที่เศรษฐกิจเติบโตกระจุกอยู่เพียงรายใหญ่ ความเสี่ยงของเอสเอ็มอีและรายย่อยยังคงอยู่ จึงต้องฝากความหวังไปถึงนโยบายรัฐบาลครึ่งปีหลังที่จะกระจายความเจริญสู่ฐานราก ต้องเป็นรูปธรรมเช่นเดียวกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ หากธุรกิจเอสเอ็มอีและกำลังซื้อฐานรากเข้มแข็ง จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยดึงเอ็นพีแอลลดลงได้อย่างเห็นผลแน่นอน n

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน