
ธปท.แจงคลัง เงินเฟ้อหลุดกรอบ
พรสวรรค์ นันทะธปท.ยอมรับเงินเฟ้อพลาดเป้าต่อเนื่องหลายปี เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า คาดเดือน มิ.ย.เงินเฟ้อติดลบต่อ เตรียมทำหนังสือชี้แจงอีกครั้งเดือน ก.ค.นี้
พรสวรรค์ นันทะ
ธปท.ยอมรับเงินเฟ้อพลาดเป้าต่อเนื่องหลายปี เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า คาดเดือน มิ.ย.เงินเฟ้อติดลบต่อ เตรียมทำหนังสือชี้แจงอีกครั้งเดือน ก.ค.นี้
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สาเหตุที่เงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้มานานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถ้าไปดูในรายละเอียดจะพบว่ามีสาเหตุ มาจาก 2 ส่วน คือ กำลังซื้อในประเทศต่ำหรือไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าๆ และแม้ในช่วงหลังที่เศรษฐกิจฟื้นดีขึ้นเพราะตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมดี แต่ก็เป็นการฟื้นจากการส่งออกที่มาจากเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ซึ่งสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อไม่ได้มาก
เงินเฟ้อทั่วไปจริงๆ มาจากด้านปริมาณสินค้า โดยในช่วง 2 ปีก่อนเงินเฟ้อต่ำก็เป็นผลมาจากเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปีที่ ธปท.เปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจากการใช้เงินเฟ้อพื้นฐานมาเป็นเงินเฟ้อทั่วไป พอราคาน้ำมันปรับลงก็ทำให้เงินเฟ้อติดลบมาต่อเนื่อง มาปีนี้ราคาน้ำมันกลับมาเป็นทิศทางที่เป็นบวก แต่กลับมีประเด็นเรื่องราคาอาหารสดที่ผลผลิตออกมามาก ทำให้ไปกดราคาอาหารสดลง จากก่อนหน้านี้ที่มีภัยแล้งทำให้ราคาผลผลิตปรับลดลง ราคาอาหารสดก็ขึ้นทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นได้
"แต่ก็ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่เงินเฟ้อต่ำเป็นเพราะเศรษฐกิจโตช้า ซึ่งเงินเฟ้อมันต่ำสะท้อนกำลังซื้อในประเทศที่น้อย ซึ่งกำลังซื้อที่น้อยก็อาจเป็นอีกสาเหตุที่ยังทำให้การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวน้อยด้วย แต่เงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้าจริงๆ มันมาจากราคาน้ำมันเป็นสำคัญ ซึ่งเงินเฟ้อทั่วไปเดือน พ.ค.ติดลบที่ 0.04% คาดว่าในเดือน มิ.ย.ก็น่าจะยังลดลงอีก ซึ่ง ธปท.ยังรอข้อมูลเงินเฟ้อที่เป็นทางการของกระทรวงพาณิชย์ในเดือน มิ.ย.ปีนี้ ซึ่งจะประกาศในวันที่ 3 ก.ค.นี้ ก่อนจะจัดทำหนังสือชี้แจง รายงานให้กระทรวงการคลังรับทราบถึงสาเหตุที่เงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าต่อไป ที่ปกติต้องรายงานปีละ 2 ครั้ง" ดอน กล่าว
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ธปท.กำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินโดยใช้เงินเฟ้อทั่วไปเป็นเป้าหมายที่ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือ 1-4% แต่เงินเฟ้อทั่วไปปี 2558 พลาดกรอบเป้าหมายเพราะทั้งปีติดลบที่ 0.9% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ต่อมาในปี 2559 ก็ออกนอกกรอบเป้าหมายอีก โดยทั้งปีอยู่ที่ 0.2% และตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน พ.ค.ของปีนี้ก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายอีกเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8% ต่ำกรอบล่างที่ 1% มาตลอด
ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ส่วนหนึ่งที่เงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายคงเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยย่อลงเรื่อยๆ เพราะหลายปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โตเฉลี่ยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่ 3% กว่าๆ จากเศรษฐกิจที่โตช้า จากเดิมที่โตเฉลี่ย 4-5% ประกอบกับมีปัจจัยพิเศษด้านราคาพลังงานย่อลง ทำให้เดือน พ.ค.ปีนี้เงินเฟ้อติดลบ 0.04% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0% จากราคาพลังงานที่เป็นตัวถ่วง ซึ่งราคาพลังงานที่เข้ามาทำให้เงินเฟ้อแกว่งตาม กดดันเงินเฟ้อทั่วไปให้ต่ำ และเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักราคาพลังงานออกแล้วก็ต่ำเช่นกันอยู่ที่ 0.46% เพราะมีผลจากภาวะเศรษฐกิจด้วย
แต่ในการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.จะดูเงินเฟ้ออย่างเดียว เป็นหลักไม่ได้ ต้องดูประเด็นอื่นๆ อาทิ ค่าเงินบาท เสถียรภาพระบบการเงินในประเทศ ภาระหนี้ครัวเรือน การ ก่อหนี้ การเก็งกำไรในสินทรัพย์ บางตัว ที่ในช่วงดอกเบี้ยต่ำก็มีการแสวงหาผลตอบแทนที่สูง เป็นต้น ประกอบด้วย
"ถึงเงินเฟ้อต่ำก็ไม่ได้หมายความว่า ธปท.จะผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ยได้ เพราะโจทย์เศรษฐกิจไทยค่อนข้างเยอะ ทำให้ ธปท.พยายามชั่งน้ำหนักความพอดีอยู่ ซึ่งเชื่อว่าถึงเศรษฐกิจจะฟื้นตัวช้าและเงินเฟ้อต่ำ แต่ ธปท.ก็น่าจะยืนนโยบายดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 5 ก.ค.นี้ไว้ที่ 1.5% ต่อไป" เชาว์ กล่าว
เชาว์ กล่าวว่า เงินเฟ้อต่ำติดลบยังไม่ใช่ประเด็นน่าห่วงว่าจะเป็นเงินฝืด เพราะการดูว่าเป็นเงินฝืดต้องดูตั้งแต่เงินเฟ้อที่ต่ำลงต่อเนื่องและดูว่าพฤติกรรมของคนไทยกอดเงินไว้ ไม่ยอมใช้จ่ายหรือไม่ประกอบด้วย ซึ่งถ้าดูคนไทยเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่คนไทยเรามีเงินไม่พอใช้จ่ายมากกว่า ถึงการบริโภคไม่คึกคัก ก็ไม่ได้เป็นเพราะเรากอดเงินไว้ พฤติกรรมคนไทยต่าง จากคนญี่ปุ่น ที่เขามีประชากรสูงวัย มีเงินแต่ต้องกอดเงินออมเอาไว้ใช้จ่ายอย่างจำกัด เพื่อให้พอใช้ตลอดอายุที่เหลือทำให้เขาใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมาก ประหยัดทุกอย่าง ทำให้กดดันเงินเฟ้อญี่ปุ่นให้ต่ำยืดเยื้อยาวนานเป็นเงินฝืด
แตกต่างจากไทยที่บางช่วงใช้จ่ายน้อยก็จริง แต่ไม่ใช่ไม่ใช้จ่าย เพราะ เมื่อแยกดูจะพบว่ากลุ่มคนรายได้ระดับบนยังใช้จ่ายดีต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดซื้อรถยนต์ยังขายดีตลอด 4-5 เดือนนี้ และยังมีการนำเงินไปลงทุนต่อเนื่อง กลุ่มนี้จึงไม่น่าห่วง แต่กลุ่มคนที่ตึง ใช้จ่ายได้น้อยเป็นกลุ่มรายได้ระดับ กลางลงมาล่าง เพราะเงินออมก็น้อยมากๆ แถมหนี้เดิมก็สูงหนี้ลดได้น้อย สังเกตจากยามฉุกเฉิน เช่น คนในครอบครัวป่วยก็ต้องกู้อย่างเดียว ทั้งที่มีหนี้มากอยู่แล้ว ทำให้ภาระหนี้ที่มากไปเบียดรายได้ให้เหลือใช้จ่ายได้น้อยลง







