"เฟซบุ๊ก"รุกสตรีมมิ่ง
เฟซบุ๊กจับมือสตูดิโอจากฮอลลีวู้ดบุกตลาดสตรีมมิ่งแข่งกับ "เน็ตฟลิกซ์"
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ [email protected]
ข่าวสารฮือฮาในวงการอุตสาหกรรมสตรีมมิ่งใน 2-3 วันที่ผ่านมานี้ คือ การเตรียมบุกตลาดสตรีมมิ่งของสื่อโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของโลกอย่าง “เฟซบุ๊ก” และจะเป็นการเข้าแข่งขันโดยตรงกับออนไลน์สตรีมมิ่งเจ้าใหญ่อย่าง “เน็ตฟลิกซ์” ด้วยเนื้อหาออริจินัลที่สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือกับสตูดิโอต่างๆ จากฮอลลีวู้ด
ในการออกฉายเนื้อหาที่เป็นของตัวเองในครั้งนี้ เฟซบุ๊กจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ภาพยนตร์สั้นแค่ 3-10 นาที โดยลงทุนตอนละตั้งแต่ 5,000-2 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.75-7 แสนบาท) ซึ่งเฟซบุ๊กจะไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์หรือโชว์เหล่านั้น และผู้ผลิตสามารถนำโชว์ออกจากเฟซบุ๊กไปฉายที่อื่นได้หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์
ส่วนในระดับที่ 2 ซึ่งเป็นระดับที่สร้างความฮือฮา คือ โชว์ระดับไฮ-เอนด์ตอนละ 30 นาที ที่เตรียมให้งบสูงถึงตอนละ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 105 ล้านบาท) โดยงบประมาณดังกล่าวใกล้เคียงกับระดับการลงทุนของเน็ตฟลิกซ์ในซีรี่ส์ดังเรื่อง “เฮาส์ ออฟ การ์ด” ที่ลงทุนราวตอนละ 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 157 ล้านบาท)
“พวกเราจะให้ทุนโดยตรงสำหรับโชว์เหล่านี้ก่อน แต่จากนั้นเราจะให้ผู้สร้างทั้งหลายได้แบ่งปันรายได้กับเราแบบเดียวกับแอดเบรก” นิก กรูดิน รองประธานฝ่ายหุ้นส่วนสื่อของเฟซบุ๊ก เปิดเผยกับบิซิเนสอินไซเดอร์ โดย แอดเบรก หมายถึงการแบ่งปันรายได้โฆษณาให้ผู้ใช้จากการฉายเฟซบุ๊กไลฟ์เมื่อมีผู้ชมถึงระดับ 300 คน
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยดังกล่าวยังไม่เป็นทางการ และเฟซบุ๊กเลื่อนการประกาศรุกตลาดสตรีมมิ่งมาแล้วหลายครั้ง โดยบิซิเนสอินไซเดอร์ ระบุว่า เฟซบุ๊กเตรียมจะประกาศการฉายเนื้อหาของตัวเองในกลางเดือน เม.ย. ก่อนจะเลื่อนมาประกาศในงานเทศกาลโฆษณา “คานส์ ไลออน” ซึ่งเริ่มต้นไปแล้วเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีการประกาศได้ตามกำหนด
หากเฟซบุ๊กจะรุกตลาดสตรีมมิ่งจริง จะต้องเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่อยู่แล้ว โดย เบ็น ดันบาร์ นักวิเคราะห์ของเกอร์เบอร์ คาวาซากิ เปิดเผยกับซีเอ็นบีซีว่า เน็ตฟลิกซ์ลงทุนมากกว่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 2.1 แสนล้านบาท) และมีคอนเนกชั่นกับบรรดาสตูดิโอต่างๆ อยู่แล้ว ทำให้ภาคส่วนนี้กลายเป็นพื้นที่แข่งขันสูง
นอกจากนี้ เฟซบุ๊กยังพยายามหลีกเลี่ยงเนื้อหาเชิงการเมือง ข่าวสาร และความโป๊เปลือย ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ทำให้ “เฮาส์ ออฟ การ์ด” ของเน็ตฟลิกซ์โด่งดัง เช่นเดียวกับ “เกม ออฟ โทรน” ของเอชบีโอ ทำให้เฟซบุ๊กเสียเปรียบในด้านการสร้างเนื้อหาที่จะติดตลาด


