posttoday
ดันลงทุนรัฐวิสาหกิจเรือธงช่วยพยุงเศรษฐกิจ

ดันลงทุนรัฐวิสาหกิจเรือธงช่วยพยุงเศรษฐกิจ

26 มิถุนายน 2560

กนกวรรณ บุญประเสริฐระทรวงการคลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจหรือ สคร. เดินหน้าทำยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจรายสาขา ถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่มีการทำแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ล้อตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีการกำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มีการร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีข้างหน้าขึ้น

กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ระทรวงการคลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจหรือ สคร. เดินหน้าทำยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจรายสาขา ถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่มีการทำแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ล้อตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีการกำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มีการร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีข้างหน้าขึ้น

รัฐบาลจึงเห็นควรให้รัฐวิสาหกิจ ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของชาติ เพราะรัฐวิสาหกิจทั้งหมดมีสินทรัพย์รวมกันมากกว่า 13 ล้านล้านบาท ถือว่าใหญ่หรือเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จึงต้องกำหนดทิศทางการลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ประเทศ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า สคร.ได้เชิญผู้บริหารรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 45 แห่ง แบ่งเป็น 9 สาขา มาประชุมเพื่อเตรียมร่างยุทธศาสตร์รายสาขา และยุทธศาสตร์ของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งกลับมาเสนอภายในเดือน ก.ค.นี้

โดยมีโจทย์ที่สำคัญ 6 ข้อ คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ ต้องหาทางช่วยผู้ส่งออกไปเจาะตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ทดแทนการส่งออกในภาพรวมที่มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง การสร้างโอกาสความเท่าเทียมทางสังคมอาจทำด้วยการให้คน ในชนบทเข้าถึงสาธารณูปโภค น้ำ ไฟ อินเทอร์เน็ต การให้บริการสินเชื่อแก่ ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงิน การช่วยให้คนไทยเข้าสู่ยุค 4.0 เช่น การไฟฟ้า การประปา สามารถพัฒนาระบบการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ พัฒนาคนให้เริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม ที่มีรัฐวิสาหกิจที่เริ่มทำไปแล้วอย่างโรงงานยาสูบ

ที่สำคัญ ยุทธศาสตร์ของรัฐวิสาหกิจต้องสร้างความมั่นคงให้ประเทศ และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โครงสร้างประชากร สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งยุทธศาสตร์ที่ร่างขึ้นใหม่ จะถูกนำกลับมาเป็นตัวชี้วัด หรือเคพีไอ การทำงานของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งซึ่งจะเริ่มใช้ ในปี 2561 นี้

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยการลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก เนื่องจากงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีมูลค่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนของรัฐบาล ภาพรวมรัฐวิสาหกิจมีสินทรัพย์กว่า 13 ล้านล้านบาท มีรายได้กว่า 5 ล้านล้านบาท มีรายจ่ายกว่า 4 ล้านล้านบาท นำส่งรายได้เข้าคลังปีละกว่า 1.4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ในปี 2560 รัฐบาลสั่งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 3.71 แสนล้านบาท ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด คือ ไม่น้อยกว่า 95% เพราะการเร่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ เท่ากับเป็นการช่วยจุดเครื่องยนต์การลงทุนภาคเอกชนตามมาด้วย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลปัจจุบันได้สร้างกรอบการลงทุนของรัฐวิสาหกิจใหม่ โดยให้เลิกการใช้รัฐเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้แบบเหมือนที่ผ่านมา เพื่อตีกรอบไม่ให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงเกินกรอบวินัยการคลัง ที่ตั้งไว้ที่ระดับไม่เกิน 60% ของจีดีพี และภาระหนี้ ต่องบประมาณต้องไม่เกิน 15% ของงบประมาณรายจ่ายรวม

ปัจจุบันยอดหนี้สาธารณะของไทยมีจำนวนกว่า 6.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 42.3% ของจีดีพี จากการวิเคราะห์กรอบความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2560-2564) คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพีจะเพิ่มจาก 44.5% ในปีงบประมาณ 2560 เป็น 47.3% ในปีงบประมาณ 2564 ส่วนระดับภาระหนี้ต่องบประมาณอยู่ที่ 8.3% ในปีงบประมาณ 2560 และเพิ่มขึ้นเป็น 10.6% ในปีงบประมาณ 2564

เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในปี 2560-2562 คาดว่ามีมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1.41 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลกำหนดแผนระดมทุนของรัฐวิสาหกิจไว้ใหม่ใน 4 แนวทาง คือ 1.การใช้งบประมาณ 2.ใช้เงินกู้ 3.การลงทุนผ่านมาตรการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) และ 4.การระดมทุนผ่านการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์)

โดย 2 ทางเลือกหลัง จะเริ่มถูก นำมาใช้มากขึ้น เบื้องต้นจะเปิดให้มีการระดมเงินลงทุนจากประชาชนก่อน และค่อยดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน โดยที่รัฐ หรือ สคร. ทำหน้าที่ ในการกำหนดกรอบเพื่อกำกับดูแลโครงการดังกล่าวอีกที

วิธีการที่กำหนดไว้เหล่านี้จะช่วยทั้งลดกู้เงินที่รัฐต้องค้ำประกันให้รัฐวิสาหกิจ หรือการใช้เงินงบประมาณแบบเดิม เป็นการลดภาระทางการคลัง ควบคุมวินัยการคลัง และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนกับรัฐวิสาหกิจ เป็นการกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ อีกทางหนึ่งด้วย

จะเห็นว่าทิศทางการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจจากนี้ไป เชื่อว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับรัฐวิสาหกิจมากขึ้นมาก เพื่อให้รัฐวิสาหกิจเป็นแกนนำในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่ไม่มีการลงทุนมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี หรือเท่ากับให้รัฐวิสาหกิจเป็น ผู้ปลุกกระแสการลงทุน โดยดึงทั้งเงินของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาเอาออกมาลงทุน และดึงเงินจากกระเป๋าภาคเอกชนมาร่วมลงทุนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

ขณะที่รัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์การจัดตั้งเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เช่น สถาบันการเงิน เฉพาะกิจของรัฐ ก็ให้ทำหน้าที่ในการเป็นแหล่งเงินให้กับคนที่ไม่สามารถ เข้าถึงบริการทางการเงิน โดยไม่ให้ยกระดับขึ้นไปแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อแสวงหาแต่กำไร

หรือรัฐวิสาหกิจอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็ให้ปรับยุทธศาสตร์เปลี่ยนตัวชี้วัดจากการดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเที่ยวไทย เป็นการหาทางที่จะทำอย่างไรให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในชุมชนเป็นการกระจายรายได้ และเข้าตามกรอบยุทธศาสตร์ในการลดการพึ่งพิงการเจริญเติบโตจากภายนอกแต่ให้ หันมาพัฒนาการเจริญเติบโตจากภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนา ที่ยั่งยืนกว่า

ที่สำคัญการขับเคลื่อนจะต้องเน้นเรื่ององค์กรคุณธรรม มีการวางกรอบการจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรฐานสากล ป้องกันการเมืองเข้ามาแทรกแซง มาหาผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจที่กำลังจะเดินเครื่องการลงทุนอีกไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท ในอนาคต n

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ