
Finding your new S Curve ทะยานไปหาหญ้าผืนใหม่ ที่ไฉไลกว่าเดิม
พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFAำอธิบายของ S Curve แบบสั้นๆ คือการเติบโตของสิ่งใดๆ ตั้งแต่เริ่มจนถึงจุดอิ่มตัวของมันในช่วงนั้น นิยมใช้และได้ยินบ่อยๆ ในวงการบริหารธุรกิจ จนถึงการบริหารประเทศ ซึ่งเส้นโค้งดังกล่าวจะแบ่งเป็น 3 ตอน ผมขอเปรียบเทียบกับการเติบโตของบริษัท Startup เพื่อให้เห็นภาพดังนี้
พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA
ำอธิบายของ S Curve แบบสั้นๆ คือการเติบโตของสิ่งใดๆ ตั้งแต่เริ่มจนถึงจุดอิ่มตัวของมันในช่วงนั้น นิยมใช้และได้ยินบ่อยๆ ในวงการบริหารธุรกิจ จนถึงการบริหารประเทศ ซึ่งเส้นโค้งดังกล่าวจะแบ่งเป็น 3 ตอน ผมขอเปรียบเทียบกับการเติบโตของบริษัท Startup เพื่อให้เห็นภาพดังนี้
1.การขยายตัวแบบช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป (หางซ้ายของตัว S) มีสินค้า/บริการ หรือเพียงแค่ไอเดียที่ดีก็ได้ แต่ยังไม่มีคนรู้จักมากนัก ไม่กล้าใช้ หรือบริการยังไม่ถูกพัฒนาจนรองรับความต้องการพื้นฐานได้ (เทียบกับผู้เล่นรายเดิมอื่นๆ)
2.การเติบโตอย่างก้าวกระโดด (ช่วงกลางคอของตัว S) เนื่องจากมีการพัฒนาแก้ปัญหา จนถึงจุดคนกล้าเข้ามาใช้มากขึ้นทั้งฝั่ง Supply และ Demand มีการบอกต่อ ชักชวนให้เพื่อนใช้ในวงกว้าง การปรับปรุงพัฒนาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
3.การเติบโตชะลอลง เนื่องจากตลาดมีลักษณะอิ่มตัวเต็มฐานผู้ใช้งานที่คาดหวังได้แล้ว แต่ยังคงกำลังการผลิตและประสิทธิภาพที่สูงได้อยู่ เนื่องจากมีการสะสมผู้ใช้และพัฒนาสินค้าและบริการให้อยู่ในจุดที่มีอัตราส่วนกำไรต่อหน่วยที่สูงมากพอแล้วจากช่วงที่ผ่านมา
แต่บทความนี้ ผมจะไม่พูดถึงการประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจ เพราะมีให้อ่านเยอะเต็มกูเกิลไปหมด แต่อยากให้ลองปรับใช้กับการพัฒนาศักยภาพในตัวเราในฐานะ "คนทำงานคนหนึ่ง" แทน เป็นเรื่องน่าประหลาดที่เจ้าเส้นโค้งตัว S นี้ สามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายสาขาวิชา ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ หรือแม้แต่ประชากรศาสตร์ และพฤติกรรมมนุษย์
การประสบความสำเร็จในการทำงานเป็นอีกแง่หนึ่งที่ประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน คำนี้เป็นคำที่ใครก็อยากได้มาครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นในด้านชื่อเสียงหรือเงินทอง แต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เข้าใกล้คำที่ว่าแบบจริงจัง ในสายอาชีพการเงินก็เช่นกัน โดยส่วนตัวผมคิดว่าสายการเงินมีความแปลกและน่าสนใจ เพราะว่ามีทางลัดค่อนข้างเยอะ (ทั้งลัดจริงและสร้างอุบายหลอกว่าเป็นทางลัด) ทำให้วงการการเงินการลงทุนมันมีเสน่ห์และสร้างแรงดึงดูดอยู่ตลอดเวลา จากประสบการณ์ผมเชื่อว่าหนึ่งในปัจจัยของการประสบความสำเร็จในการทำงานสายอาชีพนี้คือ เราหา New S Curve ของเราเจอหรือเปล่า และเราหามันเจอทันเวลาหรือไม่
ทำไมต้องหา S Curve?
เพราะเราต้องการช่วงที่ 2 ของมัน คือการเติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นจุด ตำแหน่ง หรือสถานะของการทำงานที่เอื้อให้เราสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ หากท่านลองนึกย้อนกลับไป ผมเชื่อว่าทุกท่านเคยสัมผัสจุดนั้นมาแล้วไม่มากก็น้อย จุดที่ทำอะไรแล้วมันสนุก มันตื่นเต้น มันเห็นโอกาสมากมายไปหมด ทำยังไงก็ไม่เหนื่อยไม่หนืด มันไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่ประเด็นคือเราจะเอาตัวเราไปอยู่ในช่วงจุดที่ลมปราณไหลเวียนขนาดนั้นได้นานและบ่อยครั้งแค่ไหนในช่วงชีวิตการทำงานของเรา
แล้วจะหาได้ยังไง?
l การพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้และต้องทำ โครงสร้างสมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกพัฒนามาให้เรียนรู้เพียงเฉพาะทางใดทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่การสปาร์กให้เกิดแรงกระชาก มาจากการผสมผสานองค์ความรู้และประสบการณ์หลายด้าน
l การกระตุ้นและตื่นตัว การรู้จักผู้คนหรือการค้นพบตัวเองในแง่มุมใหม่ๆ เปิดโอกาสให้ตัวเราสามารถเลือกเส้นโค้ง S ใหม่ของเราได้มากขึ้น (มีมาให้เลือกมากขึ้น) แต่ที่สำคัญคือต้องปรับและเปิดแนวความคิดให้ละสิ่งเก่า รับสิ่งใหม่ได้ก่อน
l ต้องไม่กลัวที่จะเปลี่ยน หากเราศึกษาโดยรอบและพิจารณารายละเอียดเล็กน้อยก่อนลงมือ การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่มักจะให้ผลไปทางที่ดีเสมอ (เราผ่านช่วงก้าวกระโดดของงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันแล้วหรือยัง สิ่งใหม่ที่จะวิ่งเข้าหานั้นมีโอกาสให้เราได้แสดงพลังหรือไม่) หรือว่าเราอยู่ในเส้นนอนของช่วง 3 มานานเกินกว่าจะรู้สึกตัวแล้ว (อันตรายมาก)
หาเจอแล้ว จะขออยู่กับโค้งนี้ไปตลอดไม่ได้ เหรอ? มีความสุขดีอยู่แล้ว
ทำไมทุกอย่างต้องชะลอลง คงอยู่ในภาวะเติบโตไปได้ตลอดได้ไหม? เหตุที่ว่า S Curve สามารถประยุกต์ใช้ในหลายๆ ศาสตร์ สาขาวิชา นอกจากในเรื่องการลำดับการเติบโต ตั้งแต่การศึกษาค้นคว้า ทดลอง นำออกสู่ตลาด การใช้งานจริงและพัฒนาขยายต่อเนื่องแล้ว ยังมีส่วนสำคัญที่เหมือนกันคือ "ข้อจำกัดทางทรัพยากร" เช่น การเพิ่มประชากรของฝูงวัวขยายตัวและโดนจำกัดด้วยขนาดผืนหญ้าที่เป็นแหล่งอาหาร เป็นต้น แน่นอนว่าข้อจำกัดบางข้อสามารถทลายลงได้ เช่น การทำลายข้อจำกัดด้วยเทคโนโลยีของบริษัท Startup ต่างๆ ก็มีให้เห็นได้ในปัจจุบัน แต่ข้อจำกัดอีกหลายๆ ข้อในหลายๆ องค์กร ไม่ได้แก้ง่ายขนาดนั้น และเผลอๆ อาจแก้ไม่ได้เลยก็เป็นได้ ตำแหน่งในปัจจุบันของคุณอาจจะตกอยู่ในความเสี่ยงของการถูกแทนที่โดยทันที เพียงแค่รอเวลาไปวันๆ เท่านั้น (คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับฝูงวัวที่เกินสมดุลของแหล่งอาหาร)
อ่านดูแล้วเหมือนเป็นงานที่ยากและค่อนข้างเป็นนามธรรม สรุปง่ายๆ เพียงแค่ทบทวนตัวเองเดี๋ยวนี้ว่าเราอยู่ในจุดที่เราสามารถแสดงศักยภาพที่สูงที่สุดของเราแล้วหรือยัง อยู่ในช่วงคอ S ที่เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ถ้ารู้สึกว่าไม่ใช่ ทางออกของคุณอยู่ที่หัวข้อของบทความนี้แล้วครับ







