posttoday
ส่งออกไทยเจอ2เด้งทั้งบาทแข็ง-FTA

ส่งออกไทยเจอ2เด้งทั้งบาทแข็ง-FTA

15 กันยายน 2553

....รศ.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

ในที่สุดก็ได้เห็นอัตราแลกเปลี่ยน 30 กว่าบาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังจากไม่ได้เห็นตัวเลขนี้มาเป็นเวลากว่า 13 ปี นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 โดยค่าเฉลี่ยของเงินบาทเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2553 อยู่ที่ 30.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเมื่อเทียบกับอัตราปิดปลายปีที่แล้วที่ 33.36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ นับว่าแข็งค่าขึ้นมาถึง 8.5% จากปีก่อน

ซึ่งน่าเห็นใจผู้ส่งออก เพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น จีน ที่ค่าเงินหยวนเพิ่มขึ้นเพียง 0.8% จากปีที่แล้ว จะทำให้สินค้าส่งออกจากไทยมีราคาแพงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันที่ส่งออกจากจีน ส่งผลต่อเนื่องให้ผู้นำเข้าจากต่างประเทศซื้อสินค้าของจีนมากกว่าจะซื้อสินค้าของไทย

หรือถ้าผู้ส่งออกไทยยอม “กัดฟัน” ขายสินค้าในราคาเดียวกับจีน กำไรก็จะลดลง และเผลอๆ อาจจะขาดทุน เพราะต้องซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่นเป็นเงินบาท ประเภท “ต้นทุนคงที่ แต่รายได้ลดลง”

ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ต้นปีนี้ข้อตกลงเปิดเสรีการค้าหรือ FTA (Free Trade Agreement) ที่เราทำไว้กับประเทศต่างๆ ก็เริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ คือ อัตราภาษีเป็น 0% ทำให้สินค้าจากประเทศคู่ค้าทะลักเข้ามาในประเทศเพราะราคาถูกลง และมาตรการต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าจะถูกลดหรือเลิกไป

การที่เรายอมเปิดเสรีการค้า เพราะเราเองก็ต้องการส่งออกให้มากขึ้น แต่ถ้าราคาสินค้าจากบ้านเราแพงขึ้นเพราะค่าเงินแข็ง โอกาสที่จะขายของให้ได้มากๆ เพื่อที่จะได้มีกำไรมากๆ ก็จะน้อยลงไป และจะต้องเป็นฝ่ายรับสินค้าจากต่างประเทศ เพราะค่าเงินบาทที่แข็งก็จะทำให้สินค้านำเข้ามีราคาถูกลง ยิ่งไม่มีอากรขาเข้าแล้ว โอกาสที่คนไทยจะซื้อของนำเข้าจากต่างประเทศก็จะสูงมากขึ้น

นี่ยังไม่รวมเรื่องการบริการอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว ที่คนไทยจะไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น ในขณะที่ชาวต่างประเทศจะมาเที่ยวไทยน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ถ้าภาครัฐจะมีความพยายามผ่อนคลายค่าเงินบาท ก็ควรจะใช้กระบวนการของตลาดเสรี เช่น ส่งเสริมให้ผู้ผลิตนำเข้าเครื่องจักรเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในช่วงนี้ และควรจะกระตุ้นให้คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางตรง หรือการลงทุนทางการเงิน เช่น กองทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศ หรือ FIF (Foreign Investment Fund) เป็นต้น

และคงต้อง “ขอร้อง” ไม่ให้ใช้มาตรการควบคุมเงินทุนที่จะไปบิดเบือนกลไกตลาด เช่น มาตรการกันสำรองเงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศ 30% ที่ประกาศใช้เมื่อ 18 ธ.ค. 2549 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยงัดวิธีนี้มาใช้เพื่อสกัดเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ในช่วงนั้น

แม้ว่าตอนนี้จะมีการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุนต่างประเทศ แต่ก็มีองค์ประกอบสำคัญอีกหลายประการที่แตกต่างอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยและของภูมิภาคเอเชียเองที่ดีกว่าที่คาดมาก

ไม่เพียงเงินบาทไทยที่แข็งค่าเท่านั้น เงินริงกิตมาเลเซียและเงินเยนญี่ปุ่นก็แข็งค่ามากกว่าเงินบาท ตลอดจนเงินบาทเมื่อ 4 ปีที่แล้วแข็งค่าในอัตราสูงถึง 14% ซึ่งนับว่ายังมีช่องว่างอีกพอสมควรเมื่อเทียบกันระหว่างสถานการณ์ในตอนนั้นกับตอนนี้

และต้องย้ำอีกทีให้ผู้ส่งออกพยายามป้องกันตัวเองโดยการล็อกค่าเงินล่วงหน้า และพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นมาตรการที่สร้างเสถียรภาพทางธุรกิจในระยะยาว จะได้ไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของค่าเงิน และไม่ต้องหวั่นวิตกกับการเปิดเสรีการค้ามากนัก

ที่ต้องทำ FTA เพราะเราถูกกดดันจากประเทศคู่ค้า แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน คงจะมีสักวันที่เราจะเป็นผู้กดดันคนอื่นเขาบ้าง

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69