
แลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่ 4 แรง...หรู...ลุย!!!
....พิสันต์ สิทธิวัฒนกุล
จ่อคิวกันหลายเพลา กว่าเวลาของแลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่ 4 และเวลาของผมจะวนเวียนมาเจอกันได้
แต่เมื่อเจอกับแลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่ 4 คันงาม ที่ค่ายบริติช มอเตอร์ ตัวแทนจำหน่ายรายล่าสุดของแลนด์โรเวอร์ในประเทศไทยตัดสินใจสั่งเข้ามาทำตลาดไม่ให้ขาดช่วง พร้อมด้วยพลพรรครถยนต์สุดหรูจอมลุยแบบครบไลน์
วันไปรับรถทดสอบที่โชว์รูมใหญ่บนถนนวิทยุ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริติช มอเตอร์ในปัจจุบัน เดินเข้าไปตอนแรกถึงกับตกใจว่าใครหาญกล้ามาลงทุนทำโชว์รูมรถหรูอย่างแลนด์โรเวอร์ เคียงข้างด้วยโชว์รูมรถนำเข้าแบบครบวงจรอีกโชว์รูมหนึ่ง
เลยเพิ่งนึกออกตอนนั้นว่า ทาร์กรรณ์เอ. ยีลเดียร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริติช มอเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นผู้นำเข้ารถยนต์รายย่อยจากพื้นที่พัทยามาก่อน ไหนๆ จะสยายปีกเข้ากรุงเทพฯ ก็เลยนำธุรกิจทั้งหมดเข้ามาเปิดตัวด้วยเลย
กลับมาที่ดิสคัฟเวอรี่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสินค้าแมวเก้าชีวิตที่เปลี่ยนมือผู้ทำตลาดกันเป็นว่าเล่น รถยนต์คันนี้เป็นเจเนอเรชันที่ 4 ซึ่งต้องยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางด้านหน้าตาและรูปลักษณ์อย่างมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
ที่เห็นกันอย่างเด่นชัดก็คือกระจังหน้าที่เปลี่ยนมาใช้กระจังแบบ 2 แถวเจาะโปร่ง ที่ส่งผลดีในเรื่องของการทำให้อากาศไหลสู่ห้องเครื่องได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่กรอบไฟหน้าติดตั้งไฟแอลอีดีรอบไฟส่องสว่าง เพิ่มทั้งความสว่างและความหล่อให้กับรถ
ออกแบบกันชนด้านหน้าและด้านหลังให้มีรูปลักษณ์โค้งมนกว่ารุ่นเดิมเล็กน้อย ด้วยเหตุผลด้านความสวยงามของรถเป็นหลัก เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแอลอีดีจัดวางเป็นวงกลมที่ไฟท้ายแต่ละด้าน
มิติตัวถังภายนอกไม่แตกต่างอะไรจากรุ่นเดิมมากนัก แต่มีการปรับทัศนวิสัยในการขับขี่ให้ดีขึ้นจากรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด ตำแหน่งที่นั่งที่อยู่สูงทำให้การพารถยนต์รูปทรงใหญ่โตแบบนี้ออกถนนทำได้ง่ายขึ้น แม้แต่อยู่ในช่วงการจราจรติดขัดก็ตาม
การตกแต่งภายในทำได้ล้ำสมัยเหนือกว่าที่แฟนพันธุ์แท้แลนด์โรเวอร์รุ่นเก่าจะจินตนาการได้ ด้วยการเพิ่มความหรูหราเข้าไปอย่าเต็มที่ ติดตั้งระบบควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ บนพวงมาลัย พร้อมด้วยซันรูฟ 3 แถว และประตูด้านท้ายแบบเปิดแยกส่วนได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน
ขณะที่แผงคอนโซลกลางทำการปรับวางตำแหน่งของปุ่มควบคุมเล็กน้อย โดยมีการย้ายปุ่มหมุนควบคุมระบบขับขี่มาไว้ที่ด้านหน้าคันเกียร์ พร้อมวางในตำแหน่งเฉียงเล็กน้อย เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้งานได้อย่างง่ายดายขึ้น
รุ่นที่นำมาทดสอบมาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล วี6 แบบเทอร์โบร์คู่ ขนาด 3.0 ลิตร ที่ให้กำลัง 245 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 61.2 กก.ม. โดยตามสเปกระบุว่าให้อัตราเร่งจาก 0100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 9.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดบนท้องถนนได้ถึง 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในการขับขี่จริง สิ่งที่น่าหวาดหวั่นในตอนแรกก่อนที่จะกระโดดขึ้นไปอยู่หลังพวงมาลัยคงเป็นขนาดของตัวถัง ที่ต้องปีนขึ้นไปนั่งในตำแหน่งของคนขับ แต่เมื่อปรับกระจกรอบด้าน พร้อมจัดตำแหน่งขับขี่เรียบร้อยแล้ว ก็จะพบว่าทัศนวิสัยในการขับขี่ทำมาได้ค่อนข้างดี
เครื่องยนต์จัดจ้านและให้กำลังดีตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ไม่สูงมากนัก ระบบเบรกไว้ใจได้ ทำให้รถที่แม้จะดูเหมือนตัวใหญ่นี้ ไม่อุ้ยอ้ายเหมือนที่เห็น แถมยังสามารถพาตัวถังขนาดใหญ่ลัดเลาะไปตามการจราจรที่ติดขัดของกรุงเทพมหานครได้อย่างเร้าใจ
แต่หากจะนำดิสคัฟเวอรี่ออกไปลุยในพื้นที่นอกเมืองก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แค่เลือกโหมดการใช้งานให้เหมาะสม และขับรถภายในข้อจำกัดของแต่ละโหมดการขับขี่ ซึ่งเรื่องนี้เจ้าของต้องเรียนรู้และศึกษาให้มากๆ ก่อนการใช้งานรถคันนี้ เพราะของเล่นมีให้เพียบไปหมด บอกตรงๆ ว่าแค่ไม่กี่วันที่อยู่กับรถคันนี้ไม่สามารถเล่นได้ทั้งหมด
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่มาพร้อมระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 6 สปีด ช่วงล่างแบบถุงลม และระบบเสริมความปลอดภัยแบบครบวงจร เรียกได้ว่าไม่แพ้คู่แข่งในระดับเดียวกันที่ทำตลาดรถยนต์กลุ่มนี้อยู่ในประเทศไทย แถมบางระบบดูเหมือนว่าจะเหนือชั้นและมีมากกว่าคู่แข่งเสียด้วยซ้ำ
ทำให้คนที่จะตัดสินใจควักเงิน 6.75 ล้านบาท เพื่อเป็นเจ้าของรถยนต์คันนี้ มั่นใจได้เลยว่าจะได้ครอบครองรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในทุกด้านไม่แพ้ใครอย่างแน่นอน!!!







