
บีทีเอสควัก6พันล้านลงทุนส่วนต่อขยายสายสีชมพู-เหลือง
บีทีเอสควัก6พันล้านลงทุนส่วนต่อขยายสายสีชมพู-เหลือง เผยเตรียมซื้อตู้รถไฟฟ้าอีก5หมื่นล้านบาทรวม 288 ตู้เซ็นสัญญากลางเดือนนี้
บีทีเอสควัก6พันล้านลงทุนส่วนต่อขยายสายสีชมพู-เหลือง เผยเตรียมซื้อตู้รถไฟฟ้าอีก5หมื่นล้านบาทรวม 288 ตู้เซ็นสัญญากลางเดือนนี้
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บีทีเอสพร้อมลงทุนเองทั้งหมดในสัญญาส่วนต่อขยายเพิ่มเติมที่กลุ่มเอกชนได้เสนอเพื่อเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีชมพูจากถนนแจ้งวัฒนะเข้าไปยังอาคารอิมแพคและทะเลสาบในเมืองทองธานี 2.8 กม. และเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ต่อเชื่อมจากสถานีลาดพร้าว MRT ผ่านหน้าศาลอาญาไปเชื่อมกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวบริเวณแยกรัชโยธิน 2.6 กม. วงเงินรวม 6,000 ล้านบาท ทั้งด้านการก่อสร้าง การจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อม (EIA)และการทำประชาพิจารณ์ คาดว่าส่วนต่อขยายจะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวกล้อมและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ภายในปี 2561 ก่อนส่งให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)พิจารณาอนุมติลงนารมสัญญาต่อไป หากได้รับความเห็นชอบจะเร่งก่อสร้างให้สามารถเปิดใช้งานได้พร้อมกันทั้งโครงการบนระยะเวลา 3ปี3เดือนตามที่สัญญาระบุไว้
ส่วนด้านการลงนามสัญญาโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 34.5 กม. วงเงิน 5.4 หมื่นล้านบาท และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม. วงเงิน 5.2 หมื่นล้านบาทนั้นจะมีขึ้นในวันที่ 16 มิ.ย.นี้พร้อมกับการลงนามสัญญาอื่นๆทั้งด้านแหล่งเงินทุนและสัญญาจัดซื้อตัวรถโมโนเรลและเมื่อได้ข้อสรุปเรื่องตัวรถแล้วจะสามารถตอกเสาเข็มโครงการนี้ได้ทันภายในปีนี้หลังจากที่ฝ่ายก่อสร้างได้สำรวจพื้นที่และแนวเส้นทางทั้งหมดแล้ว
สำหรับแผนการจัดซื้อตู้รถไฟฟ้าแบบโมโนเรลจำนวน 288 ตู้ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาทนั้นจะแบ่งเป็นการจัดซื้อตู้รถไฟฟ้าโมโนเรลสำหรับสายสีเหลือง 120 ตู้และตู้รถไฟฟ้าโมโนเรลสำหรับสายสีชมพูอีก 168 ตู้ โดยช่วงแรกในการเปิดให้บริการจะใช้รูปแบบ4ตู้ต่อขบวนและในอนาคตจะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 6 ตู้ต่อขบวน ส่วนด้านค่าโดยสารของรถไฟฟ้าทั้งสองสายนั้นเบื้องต้นตามกรอบทีโออาร์กำหนดราคาไว้ที่ 14-42 บาท แต่จะประเมินราคาดังกล่าวอีกครั้งก่อนเปิดให้บริการเพื่อให้เหมาะสมกับต้นทุนในอนาคต ขณะที่การคาดการณ์ผู้โดยสารในปีแรกจะตกอยู่ที่วันละ 120,000 คนต่อวัน จากการศึกษาพบว่า อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return: IRR) ของโครงการดังกล่าวอยู่ที่ราว 8%
นายคีรี กล่าวต่อว่า ส่วนแผนการขยายตลาดและลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้ของบีทีเอสนั้น ได้สั่งการให้บริษัทลูกอย่างแสนสิริเตรียมลงทุนอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพูโดยการศึกษาพื้นที่ศักยภาพร่วมกับทยอยซื้อทีดิน นอกจากนี้บริษัทยังสนใจที่จะเข้าไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ระเบียงเศรษบกิจอีอีซีในการขนส่งรูปแบบต่างๆเพื่อส่งเสริมศักยภาพดึงดูดการลงทุนให้กับประเทศ เนื่องจากระบบการขนส่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญในบ้านเรา โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงและรถไฟรางคู่ที่บีทีเอสมีความพร้อมทั้งด้านการก่อสร้าง แหล่งเงินทุนรวมถึงการจัดหาและบริหารระบบรถไฟฟ้า แต่ทั้งนี้การเดินหน้าโครงการดังกล่าวต้องได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลเพื่อทำให้โครงการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จริง ส่วนด้านการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศนั้นขณะนี้บีทีเอสได้เดินหน้าลงทุนโครงการรถไฟฟ้าที่ประเทศจีนในสามหัวเมืองซึ่งบริษัทได้รับสัมปทานราว 30 ปี
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าบีทีเอสสนใจเข้าไปซื้อหุ้นควบกิจการทีวีดิจิทัล Now TV ช่อง 126 นั้นขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าหรือตกลงใดใดทั้งสิ้นเพียงแต่เป็นการพูดคุยเบื้องต้นถึงโอกาสเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งเป็นปกติในการดำเนินการอยู่แล้วที่นักลงทุนย่อมสนใจผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมา แต่ยังไม่มีการตัดสินใจเดินหน้าอะไรทั้งัน้นในตอนนี้







