
กระบี่อยู่ที่ใจ (สู้)
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว เด็กทุกคนกลับเข้าสู่วงจรการศึกษาไทยอีกครั้ง ซึ่งอาจดูเหมือนกับเมื่อปีที่แล้ว หรือปีก่อนหน้านั้น แต่ว่าการเปิดเทอมในปีนี้ ถือเป็นการเปิดเทอมในยุค “ไทยแลนด์ 4.0” ที่เราประกาศจะขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ก้าวสู่การเป็นประเทศในโลกที่หนึ่ง
ดังนั้น เด็กไทยจึงเข้าห้องเรียนพร้อมกับความหวังว่า สักวันหนึ่งข้างหน้าจะเติบโตไปเป็นนักรบเศรษฐกิจยุคใหม่ของชาติ ที่สามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี และก็คงคาดหวังว่า วันนี้โรงเรียนยุคไทยแลนด์ 4.0 ก็น่าจะให้สิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม ดีกว่าปีที่แล้ว และปีก่อนหน้านั้นเช่นกัน
วันนี้เราจึงมักได้ยินว่า โรงเรียนและครูต้องก้าวให้ทันโลกยุคดิจิทัล และต้องพัฒนาการเรียนการสอนในเรื่อง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ที่เรียกว่า STEM (Science, Technology, Engineering, Math) หลายโรงเรียนเตรียมใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีทั้งห้องเรียนอัจฉริยะ หรือ Smart Classroom ที่เต็มไปด้วยจออัจฉริยะแบบสัมผัส คุณครูควบคุมจอได้ด้วยรีโมท และเชื่อมโยงเข้ากับ Wi-Fi อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ช่วยสืบค้นข้อมูลทั่วโลกได้ในเวลาเสี้ยววินาที นักเรียนทุกคนจะมีคอมพิวเตอร์แบบแท็บเล็ต พร้อมดาวน์โหลดเอกสารการเรียนการสอน พร้อมด้วยคอนเทนต์ (Content) เนื้อหาวิชาในรูปแบบแอนิเมชั่นที่ดูน่าสนใจเป็นที่สุด
ทุกสิ่งอย่างนี้ เรามีได้ และก็ไม่ควรไปปฏิเสธ หรือรังเกียจเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ไฮเทค เพราะผมเชื่อว่ามันมีประโยชน์จริง ช่วยในการพัฒนาการเรียนรู้ได้ดีขึ้นจริง แต่ประเด็นสำคัญ คือ หากเมื่อเรามี Smart Classroom มีคอนเทนต์ที่น่าสนใจ และมีเทคโนโลยีไฮเทคในห้องเรียนแล้ว จะทำให้เด็กไทยกลับมาได้คะแนนสอบ PISA ติดอันดับโลกเหมือนประเทศพัฒนาแล้วได้หรือไม่ หรือทำให้เด็กไทยกลายเป็นนักนวัตกรรมได้หรือไม่
ทำให้ผมย้อนคิดถึงเมื่อครั้งเรียนวิศวะลาดกระบัง ที่เพื่อนบางคนที่มีสตางค์ไปซื้อเครื่องคิดเลขราคาแพง แบบที่สามารถคำนวณหรือเขียนโปรแกรมได้ร้อยแปด เพื่อนำเข้าห้องสอบวิชาคณิตศาสตร์และวิชาทางวิศวกรรม เปรียบเทียบกับเพื่อนเราหลายคนที่ใช้เครื่องคิดเลขแบบบวกลบคูณหาร สุดแสนจะธรรมดา ที่คณะแจกให้ยืมใช้ ผลปรากฏว่าคะแนนสอบของคนที่ใช้เครื่องคิดเลขสุดไฮเทค กลับได้น้อยกว่าคนที่ใช้ของธรรมดา หรือเพื่อนที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาแพงไว้ใช้เองที่บ้าน ก็ไม่ได้จะสอบเขียนโปรแกรมได้คะแนนสูงกว่าเพื่อนคนอื่น ที่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เก่าๆ ร่วมกันของมหาวิทยาลัย นั่นแสดงว่า การมีเทคโนโลยีล้ำหน้าอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างความสำเร็จ จึงยังมีองค์ประกอบอื่นที่มีความสำคัญกว่า
ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน การที่จะยกระดับการศึกษาให้สู้บนเวทีโลกได้ การนำเทคโนโลยีมาใช้ยังคงไม่เพียงพอ หากไม่มุ่งบ่มเพาะเด็กให้เป็นคนช่างขวนขวายหาความรู้ และขยันทุ่มเทกับการเรียนแบบสุดๆ ดังเช่น เด็กจีน เด็กเกาหลี หรือเด็กสิงคโปร์ เพราะอินเทอร์เน็ตจะไวแค่ไหน อุปกรณ์การสอนจะทันสมัยแค่ไหน หรือเนื้อหาการเรียนจะน่าสนใจเพียงใด หากเด็กไทยไม่สนใจ ไม่สู้ ไม่ทุ่มเท ก็คงไม่มีทางจะสัมฤทธิผล ไปสู้กับใครก็แพ้อยู่ดี
ดังนั้น การศึกษายุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ควรจะเป็น คือ นอกจากต้องใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ และการรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการทำงานแล้ว ต้องไม่ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การเรียนรู้ที่จะสู้ ไม่กลัวแพ้ ไม่กลัวความล้มเหลว หรือการสร้างหัวใจนักสู้ของเด็กไทย ที่แม้อาจจะเสียเปรียบ แต่หากทุ่มเทมากกว่า เรียนรู้หนักกว่า ก็สามารถเอาชนะได้ในที่สุด
เพราะปรัชญาจีนโบราณมักกล่าวไว้ว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ”







