posttoday
สนช.ชงรัฐบาล ขึ้นภาษีแวต 1%

สนช.ชงรัฐบาล ขึ้นภาษีแวต 1%

19 พฤษภาคม 2560

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการพิจารณารายงานเรื่องแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาษีและระบบบริหารจัดเก็บเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการพิจารณารายงานเรื่องแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาษีและระบบบริหารจัดเก็บเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สนช.เป็นผู้เสนอ พร้อมลงลงมติเห็นชอบ และจะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ คณะ กมธ.เสนอรายงานดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่า ไทยไม่ได้มีการปฏิรูประบบภาษีอากรมาเป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่ปี 2535 ที่เปลี่ยนจากการใช้ภาษีการค้ามาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) และการปรับปรุงโครงสร้างภาษีอากรส่วนใหญ่จะดำเนินการเป็นส่วนๆ เช่น การปรับขั้นและอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล การเพิ่มเพดานและอัตราภาษีสรรพสามิต และการปรับโครงสร้างอากรขาเข้าเป็นกลุ่มสินค้า เป็นต้น แต่ไม่ได้ปฏิรูปโครงสร้างภาษีในภาพรวมทั้งระบบ

อีกทั้งปัจจุบันรัฐบาลมีภาระด้านรายจ่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการดำเนินการตามนโยบายในโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ รวมทั้งการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เห็นได้จากปี 2556 มีรายได้ส่งคลัง 2.16 ล้านล้านบาท รายจ่าย 2.40 ล้านล้านบาท ปี 2557 มีรายได้ 2.07 ล้านล้านบาท รายจ่าย 2.45 ล้านล้านบาท ปี 2558 มีรายได้ 2.20 ล้านล้านบาท รายจ่าย 2.60 ล้านล้านบาท และปี 2559 มีรายได้ 2.41 ล้านล้านบาท รายจ่าย 2.80 ล้านล้านบาท

ท้งนี้ คณะ กมธ.ได้มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมอีก 1% โดยกำหนดให้นำรายได้จากการจัดเก็บภาษีในส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวไปใช้เฉพาะในด้านการศึกษาและการสาธารณสุขเท่านั้น คาดว่าจะทำให้สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจำนวนประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ เนื่องจากปัจจุบันได้มีข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับการลดอัตราภาษีศุลกากรลงเป็นจำนวนมาก ทำให้ประเทศต่างๆ ไม่สามารถจัดเก็บภาษีศุลกากร ขณะที่ไทยจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในรูปแบบอัตราเดียว ทำให้ไม่ส่งเสริมการค้าการลงทุน จึงควรมีการจัดเก็บในรูปแบบที่มีหลายอัตรา โดยพิจารณากำหนดจัดเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละประเภทสินค้า กล่าวคือ พิจารณาว่าสินค้าประเภทใดมีความจำเป็นในการนำเข้า ส่งออกและบริโภคภายในประเทศ

ในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคล กมธ.เสนอให้กรมสรรพากรพิจารณาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายเดียวกันที่ประกอบธุรกิจในสาขาต่างๆ หลายแห่ง จะต้องทำการแยกบัญชีรายได้และ
รายจ่ายของสาขาแต่ละแห่งแยกออกจากกัน เพื่อเสียภาษีในเขตพื้นที่ที่สาขานั้นๆ ตั้งอยู่โดยตรง โดยไม่ให้มีการรวมบัญชีเดียวกันเพื่อเสียภาษีอีกต่อไป

สำหรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่ปัจจุบันได้รับความนิยมและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่มีช่องว่างที่ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ที่มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศไม่ได้ถูกการเรียกเก็บภาษี เนื่องจากไม่มีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและปัญหาจากการหาตัวตน ประกอบกับข้อตกลงอนุสัญญาภาษีซ้อนมีจุดรั่วไหลอยู่ 2 ประการ คือ การให้บริการการโฆษณาโดยสื่อออนไลน์ และการเรียกเก็บค่าบริการจองโรงแรมในไทย เมื่อจ่ายเงินแล้วเงินจะถูกส่งตรงไปยังบริษัทที่มีสำนักงานอยู่ต่างประเทศทั้งหมด ขณะที่ประมวลรัษฎากรยังครอบคลุมไม่ทั่วถึงการจัดเก็บภาษีดังกล่าว

ขณะที่การสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ เมื่อผู้ซื้อที่อยู่ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น นิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดา ในฐานะผู้บริโภคเมื่อมีการชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิตทำให้เงินไหลไปต่างประเทศไม่สามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ และไม่สามารถนำรายได้ที่คนไทยจ่ายนั้นเป็นรายได้ของบริษัทที่เมื่อมีกำไรแล้วต้องชำระภาษีจึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน

ดังนั้น กรมสรรพากรจึงควรพิจารณาศึกษา และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดเก็บภาษีจากกรณีดังกล่าว และมีการกำหนดให้บริษัทข้ามชาติดังกล่าวอาจจะต้องเข้ามาจัดตั้งสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบอื่นๆ

สุดท้าย คือ ภาษีลาภลอย โดย กมธ.เห็นว่าปัจจุบันรัฐบาลมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มสูงขึ้นหรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ทำให้ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น แต่รัฐบาลยังไม่สามารถจัดเก็บรายได้ดังกล่าวได้ ดังนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลังควรมีการพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีกรณีดังกล่าวโดยเปรียบเทียบกับการจัดเก็บภาษีในต่างประเทศและควรเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ