
ประมงผสมผสาน
ภาคการประมงของประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ภาคการประมงของประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง มีแผนสร้างสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ในภาคประมง ซึ่งมีผู้ประกอบอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนไว้จำนวน 5.6 แสนราย
อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัญหาอุปสรรคที่พบทั่วไปในการประกอบอาชีพเกษตรส่วนใหญ่ คือ ชาวประมงบางรายประสบปัญหาต้นทุนการเลี้ยงสัตว์น้ำสูง การเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปและการลดลงของทรัพยากรสัตว์น้ำ ทำให้ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 แสนบาท/ครัวเรือน/ปี ดังนั้นเพื่อพัฒนาให้เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ในปี 2560 กรมประมงจึงได้ตั้งเป้าหมายจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรต้นแบบด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 77 แห่งทั่วประเทศ และจะคัดกรองเกษตรกร สมาร์ท ฟาร์เมอร์ จำนวน 1.5 หมื่นราย เพื่อเป็นแกนนำการพัฒนางานด้านประมงในแต่ละท้องถิ่น
ให้มีความรู้ในการประกอบอาชีพของตัวเองอย่างดี สามารถแก้ไขปัญหาได้และรู้จักการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยการใช้ข้อมูลต่างๆ ประกอบการตัดสินใจ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อลดปัญหาในเรื่องของแรงงาน อันจะนำมาซึ่งการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยกับผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
สุรชัย แซ่จิว เกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบ (สมาร์ท ฟาร์เมอร์) อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า มารับช่วงต่อจากพ่อ-แม่ ทำอาชีพเกษตรกรรมและเริ่มเลี้ยงปลาเมื่อปี พ.ศ. 2518 เริ่มต้นยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ ทำให้ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ จนสุดท้ายมีหนี้ถึง 5 แสนบาท จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมกลับมาสู้อีกครั้งคือ “พ่อหลวงรัชกาลที่ 9” กับทฤษฎีพอเพียง ทำจากน้อยไปหามาก แบ่งปัน ยิ่งให้ยิ่งได้ ช่วงนั้นผลผลิตสัตว์น้ำขาดทุน สิ่งที่เหลืออยู่ก็จะเป็นผลไม้อินทรีย์ อาทิ ฟักทอง มะม่วง มะพร้าว ฯลฯ
“ผมแบ่งให้ชาวบ้านเอาไปกิน ไม่นานจากการที่ผมเริ่มแบ่งปันก็เริ่มเห็นผล เริ่มมีคนสนใจมาซื้อผลไม้ที่สวนของผม ไม่นานผมตัดสินใจลงกุ้งขาวและปลานิลในบ่อเดียวกัน” สุรชัย กล่าว
จากนั้นศึกษาวิธีการเลี้ยงปลาแบบผสมผสานโดยได้ยกคันดินรอบๆ ให้สูงและหนา ขุดคูคลองรอบๆ พื้นที่นา ตรงกลางทำเป็นนาเพื่อปลูกข้าว จากวิธีการเลี้ยงแบบผสมผสานนี้แค่เพียง 3 ปี ทำให้สามารถปลดหนี้ได้ทั้งหมดในปี 2558 ผลผลิตในฟาร์มสามารถสร้างผลกำไรได้ 3.5 แสนบาท นับเป็นผลกำไรที่น่าพึงพอใจมาก และสามารถยึดอาชีพนี้ใช้เลี้ยงครอบครัวได้ต่อไป
ปัจจุบันฟาร์มของสุรชัยเป็นศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บางเสาธง มีพื้นที่ 28 ไร่ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 10/1 บ้านศีรษะจรเข้ใหญ่ หมู่ 8 ถนนวัดจรเข้ใหญ่ ต.ศรีษะจรเข้ใหญ่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ อีกทั้งกรมประมงได้คัดเลือกเป็นแหล่งเรียนรู้การเพาะเลี้ยงปลานิล จ.สมุทรปราการ และเป็นศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรปี 2560 ด้วยแนวคิด “พออยู่ พอกิน ลดต้นทุนการผลิต”







