
ท่องเที่ยวชูตลาด 4.0 ฝ่าแข่งดุ
การแข่งขันในธุรกิจท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรงขึ้น หากรายใดปรับตัวใช้กลยุทธ์ตลาด 4.0 ให้ถูกจังหวะก็จะยังโตไปได้กับตลาดที่ขยายตัว
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
อัตราเติบโตที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องของภาคธุรกิจท่องเที่ยว นับเป็นสิ่งจูงใจให้มีผู้ประกอบการเข้ามาทำธุรกิจนี้มาก การแข่งขันจึงทวีความรุนแรงขึ้น แต่หากรายใดปรับตัวใช้กลยุทธ์ตลาด 4.0 ให้ถูกจังหวะก็จะยังโตไปได้กับตลาดที่ขยายตัว
สมฤดี ศรีจรรยา ประธานสถาบันการตลาดเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สินค้าที่เป็นจุดแข็งของไทย คือ การท่องเที่ยว นโยบายของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องประกาศแล้วว่าจะแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวเป้าหมายเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเจนวาย หรือคนอายุ 20-34 ปี กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้สอดคล้องกระแสการท่องเที่ยวโลก สิ่งต่อไปที่รัฐบาลควรทำ คือ วิจัยไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการไปเจาะ จากนั้นพิจารณาว่ามีผู้ประกอบการท่องเที่ยวขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รายไหนสอดคล้องไลฟ์สไตล์ที่วิจัย พร้อมวางยุทธศาสตร์กระจายนักท่องเที่ยวสู่ผู้ประกอบการ
“แต่ละกลุ่มเป้าหมายมีความต้องการย่อยๆ เช่น ผู้สูงอายุเอเชียและยุโรปมีไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนกัน รัฐต้องส่งเสริมผู้ประกอบการด้านการกระจายตลาดนักท่องเที่ยวที่สอดคล้องไปให้ อาจสนับสนุนข้อมูลตลาดกับผู้ประกอบการ เช่น คนรัสเซียที่มาไทย มาที่ไหนมาก ไปรับประทานอะไร ชอบพักโรงแรมแบบไหน”สมฤดี กล่าว
สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่อยากรอความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเดียว ให้พิจารณาว่านโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอะไรของรัฐที่สนับสนุนธุรกิจได้ ควบคู่กับการทำตลาด 4.0 หาว่าจุดแข็งที่ตัวเองมีคืออะไร เพื่อหาลูกค้าที่ตรงกับจุดแข็ง จากนั้นหาจุดจดจำในใจของสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยที่ความต่างต้องโดนใจลูกค้าด้วย จากนั้นหาช่องทางจำหน่ายที่จะเข้าถึงเป้าหมาย ดูว่าเว็บไซต์ไหนทำให้เข้าถึงได้ ซึ่งการเข้าหาลูกค้า สินค้าและบริการต้องดูดี เข้าถึงเร็ว ทันใจ และต้องแสดงด้วยว่าธุรกิจนี้ทำดี เพื่อสังคมจึงจะอยู่ยั่งยืน
เช่นเดียวกับ ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ผู้อำนวยการสถาบันการตลาดเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตัวอย่างผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่น่าสนใจในการทำตลาด 4.0 คือ แพ 500 ไร่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่เริ่มจากขายที่พักได้หลัก 100 บาท จนกลายเป็นหลักหมื่นบาท โดยยึดหลักสำคัญว่าทุกบาทที่เพิ่มขึ้น คือ มูลค่าที่ลูกค้าจะได้เพิ่ม และแม้ในพื้นที่มีรีสอร์ทหลายแห่ง แต่แพ 500 ไร่ ก็สร้างความแตกต่างจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้น เป็นการทำตลาดอิงความสุขทางใจของผู้บริโภคได้ดี
ด้านปัญหาที่ผู้ประกอบการมี คือ เมื่อคิดถึงการสร้างแบรนด์ ก็ไปนึกถึงการออกแบบตราสินค้า นึกว่าตัวเองอยากเป็นแบบไหน มองจากภายในสู่ภายนอก (อินไซด์ เอาต์) ไม่ได้ผลิตสินค้าและบริการที่ตอบความต้องการผู้บริโภค ทั้งที่การสร้างแบรนด์คือนำหลักการตลาดมาจับว่าใครคือลูกค้าเป้าหมาย ตำแหน่งในตลาดสินค้าหรือบริการคืออะไร เรื่องออกแบบตราสินค้าแค่เรื่องปลายทาง สิ่งที่ต้องทำ คือ มองจากผู้บริโภคก่อนแล้วค่อยมองตัวเอง การทำเช่นนี้จะทำให้เห็นว่าใครคือลูกค้าแท้จริง จากนั้นผู้ประกอบการต้องปรับสินค้าหรือบริการให้สอดคล้องกับลูกค้า แล้วทำให้สินค้าหรือบริการนั้นตอบโจทย์มากขึ้น
เหล่านี้คือแนวทางช่วยภาคท่องเที่ยวทำตลาดสำเร็จในยุคนี้







