
10 ทำ 10 ไม่ ใน CLMV
เมื่อวันพุธที่ 5 เม.ย. 2560 ผมได้ไปร่วมเสวนาเรื่อง “ไขข้อข้องใจ ก่อนเดินเข้าสู่ CLMV อย่างประสบความสำเร็จ”
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เมื่อวันพุธที่ 5 เม.ย. 2560 ผมได้ไปร่วมเสวนาเรื่อง “ไขข้อข้องใจ ก่อนเดินเข้าสู่ CLMV อย่างประสบความสำเร็จ” ที่จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และหอการค้าไทย ผมขอนำเสนอความคิดเห็นของวิทยากรบางส่วนที่น่าสนใจเผื่อเป็นประโยชน์กับผู้อ่านที่ต้องการเข้าไปทำธุรกิจใน CLMV และตอนท้ายจะเป็นคาถาของผม “10 ทำ 10 ไม่ ใน CLMV”
ขอเริ่มจากผู้แทนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่พูดถึง “What” คือ นักธุรกิจจะไป CLMV ต้องรู้ว่าทำอะไร และมีอะไรอยู่ที่ไหน “Who” คือ นักธุรกิจไทยต้องรู้ว่าใครเป็นใคร ติดต่อใคร และ “How” คือ ต้องรู้ว่าบีโอไอจะช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ส่วนตัวแทนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยกตัวอย่างประเทศกัมพูชา ว่ามีธุรกิจที่มีศักยภาพ 3 ธุรกิจติดดาวคือ “ดาวรุ่ง” คือ ภาคก่อสร้างที่โตมากถึง 15-20% ต่อปี “ดาวโรย” หมายถึงธุรกิจหรือสินค้าที่มีทั่วๆ ไปที่ประเทศ อื่นๆ ผลิตได้ในกัมพูชา และ “ดาวร่วง” คือ ธุรกิจการ์เมนต์ ส่วนเมืองที่สำคัญของกัมพูชาแบ่งเป็น 3 เมืองหลักๆ คือ พนมเปญ เสียมราฐ และพระสีหนุ
วิทยากรท่านสุดท้าย เป็นตัวแทนจากภาควิชาการ พูดถึงการไปลงทุนใน CLMV ว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงและผู้ประกอบธุรกิจในไทยยังให้ความสำคัญน้อย คือ กฎหมายป้องกันการผูกขาด ซึ่งในไทยเรียกว่ากฎหมายแข่งขันทางการค้า มีคำถามที่นักลงทุนต้องรู้คือ 1.ซื้อที่ดินหรือไม่ 2.องค์กรธุรกิจไหนที่คิดว่าเป็นประโยชน์ที่สุด 3.ทรัพย์สินทางปัญญาคุ้มครองอย่างไร 4.ภาษีเสียอย่างไร และ 5.โอนเงินกลับได้หรือไม่ ถ้าเราส่งออกสินค้าแล้วมีผู้นำเข้าเป็น CLMV เราจะตกอยู่ภายใต้กฎหมายแข่งขันทางการค้าของประเทศเหล่านั้น แต่เมื่อไหร่ที่เราต้องการไปตั้งศูนย์กระจายสินค้าหรือสำนักงานในประเทศ CLMV ก็จะมีการเข้ามาแข่งขันกับสินค้าจากประเทศอื่น ซึ่งจุดนี้จะเป็นเรื่องของการนำเอากฎหมายป้องกันการผูกขาดเข้ามาใช้
สุดท้าย ผมขอแชร์ไอเดียสำหรับการทำธุรกิจใน CLMV “10 ทำ 10 ไม่” เริ่มจาก “10 ทำ” ก่อนนะครับ 1.เลือกประเทศ CLMV ว่าจะไปทำธุรกิจประเทศไหนดี 2.ต้องทราบถึงกฎหมายการทำธุรกิจและการลงทุนรวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามกฎหมายที่ให้กับนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งนโยบายส่งเสริมในการทำธุรกิจและการลงทุนของประเทศ CLMV ว่ารัฐบาลส่งเสริมกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมในระยะ 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า 3.ศักยภาพของประเทศ 4.ต้องมีคอนเนกชั่นและหุ้นส่วนทางธุรกิจ สำหรับเอสเอ็มอีไทย ผมไม่แนะนำให้ไปลงทุนใน CLMV ด้วยเงินทุนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ควรหาหุ้นส่วนที่ไว้ใจได้ ซึ่งไม่ได้หาง่ายๆ ต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะได้หุ้นส่วนที่ไว้ใจได้ 5.ไปเป็นกลุ่มธุรกิจ อย่าไปเดี่ยวๆ
6.นำสินค้าเป็น “แม่ทัพ” ในการทะลุทะลวงตลาด คือไม่ควรลงทุนตั้งโรงงานหรือตั้งบริษัททันที แต่ควรใช้สินค้าไปทดสอบตลาดก่อน หากเริ่มเห็นอนาคตจึงค่อยๆ ขยับไปตั้งบริษัท 7.ร่วมบิซิเนสทริปไปกับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนไทย รวมทั้งร่วมงานแสดงสินค้า ข้อนี้น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะได้ทั้งยอดขายและรู้จักกับหุ้นส่วนทางธุรกิจด้วย 8.เดินทางไปศึกษาด้วยตนเอง เพื่อให้ทราบว่าความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภคใน CLMV เป็นอย่างไร 9.ต้องรู้ช่องทางในการจำหน่ายสินค้าว่าเป็นช่องทางไหนใน CLMV และ 10.การสื่อสารสินค้าผ่านทางเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียทุกรูปแบบ โดยเน้นเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาประเทศ CLMV ที่เลือกจะทำธุรกิจ และภาษาไทย รวมถึงนำหุ้นส่วนธุรกิจของ CLMV เข้ามาเยี่ยมบริษัทหรือโรงงานในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจ
สำหรับ “10 ไม่” ได้แก่ 1.ไม่มีข้อมูล แต่อยากทำธุรกิจใน CLMV ซึ่งยากครับในการที่จะเข้าไป 2.ไม่กล้าตัดสินใจ มีหลายกรณีที่นักธุรกิจไทยเดินทางไปร่วมกิจกรรมกับประเทศ CLMV แต่สุดท้ายไม่กล้าตัดสินใจทำธุรกิจ เพราะกลัวจะถูกโกงหรือกลัวว่าจะขาดทุน 3.ไม่รู้ภาษา 4.ไม่รู้สิทธิประโยชน์และกฎระเบียบ 5.ไม่มีหุ้นส่วน6.ไม่เดินทางด้วยตนเอง 7.ไม่ร่วมงานแสดงสินค้า 8.ไม่เข้าร่วมสัมมนาในประเทศไทย 9.ไม่มีเครือข่ายในการทำธุรกิจ และ 10.ไม่ทดสอบตลาด







