
ต่ออายุพลังงานเจดีเอ
ครม.เปิดทางไทย-มาเลเซียร่วมพัฒนาทรัพยากรอ่าวไทยทับซ้อน
ครม.เปิดทางไทย-มาเลเซียร่วมพัฒนาทรัพยากรอ่าวไทยทับซ้อน
โพสต์ทูเดย์ - ครม.ไฟเขียวไทยต่ออายุข้อตกลงร่วมมาเลเซียพัฒนาพลังงานแหล่งเจดีเอ เผยศักยภาพสนับสนุนก๊าซอีก 20 ปี
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2560 ครม.ได้พิจารณาและอนุมัติให้ประเทศไทยให้คำรับรองการมีผลบังคับใช้ต่อไปของบันทึกความเข้าใจราชอาณาจักรไทยและมาเลเซีย เกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรร่วมเพื่อแสวงประโยชน์จากทรัพยากรระหว่างในพื้นดินใต้ทะเลในบริเวณที่กำหนดของไหล่ทวีปของประเทศทั้งสองในอ่าวไทย (MOU 1979)
ทั้งนี้ ไทยและมาเลเซียได้ทำความตกลง MOU 1979 เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2522 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยจัดตั้งองค์กรร่วมเพื่อแสวงประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นดินใต้ทะเลในบริเวณที่กำหนดของไหล่ทวีปของ 2 ประเทศ คือ องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) ทำหน้าที่ทั้งสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นดินใต้ทะเลและใต้ดินที่ไม่มีชีวิตในบริเวณเหลื่อมล้ำกัน ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) เป็นเวลา 50 ปี กล่าวคือ จะสิ้นสุดในปี 2572 โดยหากทั้งสองประเทศไม่สามารถหาข้อยุติได้ภายในระยะเวลา 50 ปี ก็ให้ใช้ข้อตกลงที่มีอยู่ต่อไป แต่รัฐบาลทั้งสองประเทศต้องให้การรับรอง
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หลังจากที่ประเทศไทยยืนยันการมีผลบังคับใช้ของ MOU 1979 แล้ว จะทำให้ MTJA จะยังทำหน้าที่พัฒนาทรัพยากรใต้ทะเลโดยเฉพาะการผลิตก๊าซธรรมชาติต่อไปหลังปี 2572 ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลมาเลเซียได้ให้คำรับรองมาแล้ว
กระทรวงพลังงาน แจ้งว่า จากการประเมินศักยภาพปิโตรเลียม พบว่า ณ ปลายปี 2572 ในพื้นที่ของ MTJA จะยังคงมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พัฒนาได้อีกไม่น้อยกว่า 5.4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต สามารถสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ไทยและมาเลเซียได้อีกต่อไปไม่น้อยกว่า 20 ปี
ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยนำเข้าก๊าซจากพื้นที่เจดีเอประมาณวันละ 550 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือคิดเป็น 10% ของความต้องการก๊าซของประเทศไทย โดยก๊าซจากแหล่งนี้ถูกส่งไปยังโรงไฟฟ้าจะนะ 2 โรง 270 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และอีก 280 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ส่งไปที่ จ.ระยอง เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าในภาคกลาง ทำให้แหล่งเจดีเอเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของประเทศไทยอย่างมาก







