
ธนชาตทุ่มงบยกเครื่องไอที
มุ่งลดต้นทุนต่อรายได้ที่พุ่งสูงระดับ50% ตั้งเป้าให้ต่ำลงเท่าค่าเฉลี่ยของระบบ
มุ่งลดต้นทุนต่อรายได้ที่พุ่งสูงระดับ50% ตั้งเป้าให้ต่ำลงเท่าค่าเฉลี่ยของระบบ
โพสต์ทูเดย์ - ธนชาตเดินหน้าลงทุนระบบไอทีใหม่ ทุ่มจ่ายปีละ 1,000 ล้าน หวังลดต้นทุนต่อรายได้ที่พุ่งเกินค่าเฉลี่ยระบบ
นายอนุวัติร์ เหลืองทวีกุล รองกรรมการผู้จัดการ สายการเงิน ธนาคารธนชาต เปิดเผยว่า ธนาคารมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไอทีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2557-2559 ใช้งบราว 3,000 ล้านบาท ตามแผนธนชาตทรานส์ฟอร์เมชั่น ส่วนปี 2560-2561 จะเน้นหนักการลงทุนเพื่อยกเครื่องระบบไอทีและบริการดิจิทัลอย่างเข้มข้น โดยใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกปีละกว่า 1,000 ล้านบาท
การลงทุนดังกล่าวจะเน้น 3 ด้าน คือ พัฒนาด้านบริการดิจิทัล ให้สัดส่วนการลงทุน 30% เพื่อรองรับนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชำระเงินของประเทศ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) อาทิ พร้อมเพย์ ภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ที่จำเป็นต้องปรับปรุงโปรแกรมอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งและโมบายแบงก์กิ้งใหม่
นอกจากนี้ จะพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ให้สัดส่วน 30% ที่เน้นพัฒนาเครือข่ายไอที ระบบการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมทั้งระบบบัญชีใหม่ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และมาตรฐานทางบัญชีใหม่ IFRS 9 เป็นต้น ส่วนอีก 40% เป็นการพัฒนาด้านสาขาและการบริการลูกค้า ให้น้ำหนักมากที่สุดเพราะต้องใช้งบปรับรูปแบบสาขาและเพิ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รับการบริการแบบเซลฟ์เซอร์วิส
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ธนาคารมีต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income) ที่ 50% สูงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของระบบที่ 42-43% โดยแนวทางการลดต้นทุนต่อรายได้จะมาจากการลดค่าใช้จ่าย และหาโอกาสเพิ่มรายได้จากเทคโนโลยีเป็นสำคัญ คาดว่าใช้เวลา 2-3 ปี ต้นทุนต่อรายจะลดลงได้เท่ากับระบบ
ทั้งนี้ หลังจากลงทุนด้านเทคโนโลยีแล้วจะทำให้โครงสร้างต้นทุนเปลี่ยนไป โดยต้นทุนการดำเนินงานของธนาคารลดลง และมีโอกาสเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการใหม่ในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น รวมทั้งรายได้ดอกเบี้ยที่จะกลับมาหลังจากสินเชื่อเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น หลังจากลดลงไปมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา







