
อี-คอมเมิร์ซไทยคุ้มได้หรือคุ้มเสีย
รัฐกำลังดำเนินนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยมีกลุ่มธุรกิจต่างชาติ
โดย...ภัทรพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา อนุกรรมาธิการการพาณิชย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
รัฐกำลังดำเนินนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยมีกลุ่มธุรกิจต่างชาติต้องการเข้าไปลงทุนในเขตปลอดภาษีอากรในพื้นที่อีอีซี เป็นเมืองธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ตั้งศูนย์กระจายสินค้า ศูนย์บ่มเพาะเอสเอ็มอี อี-คอมเมิร์ซ และเปิดแพลตฟอร์มเอสเอ็มอีเพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้าเอสเอ็มอีไทยไปทั่วโลก โดยอยู่ระหว่างหารือในรายละเอียดถึงขนาดการลงทุนและพื้นที่
การที่รัฐเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย เพื่อให้เอสเอ็มอีได้มีโอกาสนำสินค้ามาจำหน่ายผ่านเครือข่ายต่างชาติ ด้วยเหตุผลว่าเป็นช่องทางให้สินค้าไทยออกไปสู่ตลาดโลกได้มากขึ้นนั้น รัฐควรตระหนักอย่างลึกซึ้งว่ากลุ่มธุรกิจต่างชาติจะได้รับประโยชน์สูงสุดหรือไม่ กลุ่มธุรกิจของคนไทยจะได้อะไร เอสเอ็มอีไทยต้องค้าขายผ่านเครือข่ายต่างชาติเพื่ออะไร อี-คอมเมิร์ซของไทยจะสามารถแข่งขันได้หรือไม่ ประเทศชาติจะได้อะไร หน้าที่ของรัฐคือ กำกับดูแล พัฒนา ส่งเสริมผลักดันให้ผู้ประกอบการของไทยไม่ว่าจะฟอร์แมตใด ออฟไลน์ ออนไลน์ อี-คอมเมิร์ซ ก้าวไปสู่ตลาดนานาชาติในฐานะคนไทย องค์ความรู้ของคนไทย แพลตฟอร์มของคนไทย นโยบายรัฐที่เกื้อหนุนคนไทยให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น แข่งขันกับต่างชาติได้ ก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่งจริง
การให้ความสำคัญกับเงินลงทุนจากต่างชาติในเงื่อนไขใดๆ ก็ตาม ต้องพิจารณาให้กลุ่มธุรกิจของคนไทยได้มีโอกาสไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนใหญ่-เล็ก ถ้าเหตุผลจากการที่นักลงทุน กลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มธุรกิจของไทยไม่มีความเชื่อมั่นใดๆ ที่จะลงทุนกับภาครัฐ หรือไม่มีศักยภาพเพียงพอ รัฐถึงให้ความสำคัญกลุ่มภายในประเทศลดน้อยลงไป แล้วหันไปพึ่งพากลุ่มธุรกิจ
ต่างชาติเช่นนี้ นั่นคือการมองข้ามความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในประเทศไปโดยปริยาย
การมองเห็นแค่เงินลงทุนจากต่างชาติจำนวนมหาศาลจะไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย จึงเปิดประตูกว้างรับแขกอย่างไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ถึงผลได้ผลเสียที่จะตามมาในด้านต่างๆ ทั้งที่เห็นผลระยะสั้น และผลกระทบระยะยาวในวันข้างหน้า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการเป็นเมืองอี-คอมเมิร์ซโดยกลุ่มธุรกิจต่างชาติ คือ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่จะต้องค้าขายผ่านเครือข่ายต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานที่ประเทศไทย ทั้งที่สถานภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมขณะนี้ก็ดิ้นรนสู้ทนประคองธุรกิจด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะรัฐไม่สามารถดูแลช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง จึงจำเป็นต้องดูแลตัวเองทั้งเงินทุน องค์ความรู้ในด้านต่างๆ ทั้งด้านการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงการทำธุรกิจแบบอี-คอมเมิร์ซ
รัฐใช้เงินงบประมาณประจำปี งบกลางแต่ละปีที่ผ่านมาในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจในทุกมิติ เป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท เพื่อที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตขยายตัวเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐได้ตั้งไว้ อย่างเช่นใช้งบกลางที่ลงไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เป็นตามเป้าหมายที่ 60% ของวงเงินกว่าแสนล้านบาท
การพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เป็นไปตามแผนพัฒนาประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงรัฐที่พยายามทำทุกวิถีทางในการดำเนินนโยบายในแต่ละด้านให้สำเร็จตามเป้าหมาย แต่การยกระดับธุรกิจ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้าไปสู่ตลาดโลกนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐ มิใช่การอาศัยผ่านเครือข่ายของใคร ในความจริงแล้วเครือข่ายของหน่วยงานรัฐที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อนหน้า รัฐสามารถนำมาบูรณาการให้ก่อเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่ผู้ประกอบการไทย สร้างถนนเส้นทางเดิมที่ไม่เคยสร้างเสร็จสักที นำมาสร้างต่อยอดเส้นทางเศรษฐกิจสายนี้ให้เสร็จถึงจุดหมายปลายทางอย่างมีประสิทธิผลสักเส้นทางก็ยังดี
การเปิดรับกลุ่มธุรกิจต่างชาตินั้นเป็นเรื่องดี แต่รัฐจะมีนโยบายที่จะเอื้อต่อการลงทุนของกลุ่มธุรกิจต่างชาติอย่างไร เพื่อให้ก่อเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ ผู้ประกอบการภายในประเทศ ประชาชนผู้บริโภคแบบวิน-วินทุกฝ่าย ที่สำคัญประเทศชาติและประชาชนคนไทยควรต้องได้รับประโยชน์สูงสุด ถึงแม้ว่ากลุ่มธุรกิจต่างชาตินั้นจะเป็นพันธมิตรร่วมกับเครือข่ายส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยเพื่อช่วยฝึกอบรม พัฒนา ทักษะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่การค้าแบบอี-คอมเมิร์ซ เรียนรู้การทำตลาด และบริหารจัดการต่างๆ ก็ตามที นั่นก็เข้าทำนองปลาใหญ่สอนปลาเล็ก หรือไม่ก็เป็นการเลี้ยงขุนให้ปลาเล็กตัวอ้วนใหญ่ขึ้นเพื่อเกิดคุณค่าทางสารอาหารแก่ปลาใหญ่ได้อิ่มท้องไปตามกฎธรรมชาติของโลกใบนี้
การที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกได้นั้น ประเทศไทยจะต้องมีความแข็งแกร่ง มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอตั้งแต่ภายในประเทศ เพื่อแสดงให้นานาประเทศได้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพ ความแข็งแกร่งด้านใด ความน่าสนใจในการลงทุนด้านใด อีกทั้งประเทศไทยไม่ใช่เป็นประเทศปิด แต่เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่พร้อมเปิดรับนักลงทุนต่างชาติ เกิดการค้าขายระหว่างประเทศในทุกภาคพื้นภูมิภาคมาเป็นเวลาช้านาน
ถ้าเราทำให้ต่างชาติได้เห็นความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริงแล้วนั้น จะเป็นแรงดึงดูดให้กลุ่มธุรกิจต่างชาติวิ่งเข้ามาหาเราเอง โดยไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ ถ้ากลุ่มธุรกิจต่างชาติเหล่านั้นจะเปลี่ยนใจไปที่อื่น ถ้าของเราดีจริงไม่ต้องเรียกแขก แขกจะวิ่งมาให้เราได้เลือกเงื่อนไขที่ดีที่สุดแบบหัวบันไดไม่แห้งเลยทีเดียว โดยไม่จำเป็นว่าท้ายสุดแล้วจะต้องเป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้นก่อนจะเสียเอกราชทางเศรษฐกิจการค้า พิจารณาว่างานนี้จะได้คุ้มเสียหรือไม่คงไม่สายเกินไป







