
กรมศุลฯ-ขสมก. เดินหน้าล้างทุจริต
ปัญหาการจัดหารถเมล์เอ็นจีวีมีความชัดเจนขึ้นทันที หลังจากที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ปัญหาการจัดหารถเมล์เอ็นจีวีมีความชัดเจนขึ้นทันที หลังจากที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ตัดสินใจประกาศยกเลิกสัญญาที่มีกับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ในฐานะคู่สัญญาจัดหารถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน ให้ ขสมก.
โดยเหตุผลที่ ขสมก.ประกาศยกเลิกสัญญา มาจาก 4 ประเด็น คือ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ไม่สามารถพิสูจน์แหล่งกำเนิดที่มาของรถเมล์เอ็นจีวีที่ชัดเจนได้ อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ กำหนดการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีทั้ง 489 คันให้แก่ ขสมก. คือวันที่ 29 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากผ่อนผันมาจนถึงบัดนี้ ขสมก.พิจารณาแล้วว่า บริษัท เบสท์รินฯ คงไม่สามารถทำการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีได้หมด ถือว่าเป็นการทำผิดสัญญา เป็นเหตุให้บอกยกเลิกสัญญาได้
ก่อนหน้าการบอกยกเลิกสัญญาของ ขสมก.เพียง 1 วัน กรมศุลกากรได้ดำเนินการยื่นเรื่องดำเนินคดีกับบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ในฐานะผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ทั้งนี้ การยื่นดีเอสไอดังกล่าวมาจากการนำเข้ารถเมล์ตามใบขนครั้งแรก จำนวน 1 คัน และใบขนที่ 2 จำนวน 99 คัน รวมแล้ว 100 คัน ที่บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า แจ้งต่อกรมศุลกากร ว่า เป็นรถที่ประกอบในประเทศมาเลเซีย และขอใช้สิทธิฟอร์มดี รถที่มีถิ่นกำเนิดในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้ แต่ต่อมากรมศุลกากรได้ยึดอายัดรถดังกล่าวไว้ เพราะมีเหตุอันเชื่อได้ว่า ไม่ได้เป็นรถที่ผลิตในมาเลเซีย แต่ผลิตจากโรงงานในเมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน และส่งมายังประเทศมาเลเซียอีกต่อหนึ่ง ก่อนจะส่งมายังประเทศไทย บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จึงไม่สามารถใช้สิทธิฟอร์มดีได้
พร้อมกันนั้น กรมศุลฯ ได้เรียกเก็บภาษี พร้อมค่าปรับ 2 เท่า ฐานสำแดงเป็นเท็จเพื่อเลี่ยงภาษี ซึ่งบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ยอมจ่ายค่าภาษีและค่าปรับ สำหรับใบขนที่ 1 จำนวน 1 คัน และนำรถออกไปจากท่าเรือแหลมฉบังแล้ว แต่ไม่ยอมจ่ายภาษีและค่าปรับรถตามใบขนที่ 2 จำนวน 99 คัน และได้ดำเนินการฟ้องศาลพัทยาเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวให้นำรถออกจากท่าเรือได้ แต่กรมศุลกากรได้ยื่นอุทธรณ์ ศาลจึงมีคำสั่งยกเลิกคุ้มครองชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม เฉพาะภาษีที่จะต้องจ่าย คือคันละ 40% ของมูลค่า หรือคันละ 1.24 ล้านบาท หากรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต 7% จะเป็นคันละ 1.45 ล้านบาท รวม 99 คัน ก็ 143.55 ล้านบาท ไม่นับรวมค่าปรับ 2 เท่าอีกต่างหาก
นอกจากนี้ ยังมีรถเมล์เอ็นจีวีที่นำเข้ามาอีก 3 ใบขน รวมแล้ว 389 คัน ที่บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ไม่ยื่นขอตรวจคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิด หรือฟอร์มดี แต่เนื่องจากบริษัท ซุปเปอร์ซร่า สำแดงถิ่นที่มาว่าที่ผลิตจากมาเลเซีย ซึ่งกรมศุลกากรถือว่าสำแดงเท็จ เพราะมีหลักฐานว่าเป็นรถที่ผลิตจากโรงงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เช่นเดียวกับ 100 คันแรก กรมศุลกากรจึงขอสงวนและบันทึกไว้ตรวจสอบรถเมล์ 389 คันดังกล่าวในภายหลัง ซึ่งหากกรมศุลกากรตรวจสอบพบว่ามีการสำแดงถิ่นที่อยู่เป็นเท็จ คือ ตรวจพบว่ามาจากประเทศจีนเหมือนกับ 100 คันแรกที่มีปัญหาไปก่อนหน้านี้ บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ผู้นำเข้าจะต้องมาเสียค่าปรับ 2 เท่าด้วย
ครั้งนั้น บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จึงใช้วิธีการจ่ายเงินประกันภาษีนำเข้า 40% ไว้กับกรมศุลกากร พร้อมทั้งขอสงวนสิทธิการต่อสู้เพื่อขอคืนภาษีในภายหลัง
แต่ดูเหมือนวิบากในการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีแก่ ขสมก.ยังไม่หมดไป เพราะแม้บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จะวางเงินประกันและนำรถออกมาได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ลงนามโยกย้าย สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีผลตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค.
โดย พิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม ที่ดูแล ขสมก. ระบุว่า สาเหตุมาจากปัญหาการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายจากกรณีมาจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน และให้คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ขสมก.รีบตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาเรื่องของรถเมล์เอ็นจีวี รวมถึงว่าจะมีการยกเลิกสัญญาหรือไม่
เมื่อกระบวนการรับมอบรถเมล์เกิดปัญหาขึ้น บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จึงยื่นเรื่องถึงศาลปกครอง ซึ่งชั้นต้น ศาลปกครองมีคำสั่งให้ ขสมก.เซ็นสัญญารับรถเมล์เอ็นจีวี 389 คันดังกล่าว โดย ขสมก.อยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำสั่งศาลภายใน 15 วัน ที่จะครบกำหนดวันที่ 19 เม.ย.นี้
ขณะที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำสั่งศาลดังกล่าว กรมศุลกากรก็ยื่นเรื่องถึงดีเอสไอให้ดำเนินคดีบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ที่สำแดงเท็จเพื่อเลี่ยงภาษีในการนำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี 99 คัน และพ่วงรถเมล์ 389 คัน ที่แม้จะไม่ใช่ฟอร์มดี แต่ก็ถือว่ามีการสำแดงเท็จ
ขณะเดียวกัน มีการตั้งข้อสังเกตว่า คู่สัญญากับ ขสมก. คือ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ขณะที่ผู้นำเข้า คือ บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า มีความเกี่ยวพันกันอย่างไร เรื่องนี้ กรีชา เกิดศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลางและรองโฆษก กรมศุลกากร เคยระบุไว้ในการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ว่า กรมศุลกากรจะส่งหลักฐานให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ฐานเป็นนอมินีของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป เพื่อให้ดีเอสไอสอบสวนดำเนินคดีไปพร้อมกันด้วย
สำหรับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป นั้น ชนะการประมูลจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน ให้แก่ ขสมก. ด้วยวงเงิน 3,389 ล้านบาท ต่ำกว่าคู่แข่งมาก โดยระบุในสัญญาว่าเป็นรถที่ผลิตจากมาเลเซีย ซึ่งหากกรมศุลกากรไม่ค้นพบก่อนว่า รถทั้งหมดนี้มีการสำแดงเท็จและเลี่ยงการจ่ายภาษี ขสมก.ก็คงรับมอบรถเมล์ดังกล่าวไปแล้ว และรัฐก็ต้องสูญรายได้ภาษีอากรจำนวนไม่น้อย
ในภาวะที่กรมศุลกากรเผชิญกับการจัดเก็บรายได้ที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากข้อตกลงเรื่องการยกเว้นภาษีกับประเทศต่างๆ มีมากขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีแทน ด้วยการอุดรูรั่วไหล ปิดช่องโหว่ต่างๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะการใช้ช่องทางสวมรอยว่าเป็นสินค้านำเข้าจากประเทศที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี ในกรณีนี้ หากมีการแจ้งนำเข้าอย่างถูกต้อง รัฐก็จะได้ภาษีไม่ต่ำกว่า 700 กว่าล้านบาท การดำเนินการของกรมศุลกากรจึงถือว่าเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ
ขณะเดียวกัน ขสมก.และหน่วยงานอื่นๆ ต้องนำบทเรียนครั้งนี้มาปิดช่องโหว่ในการจัดซื้อ จัดจ้าง โดยกำหนดให้ชัดเจนว่า รัฐบาลจะจัดซื้อเฉพาะสินค้าที่มีการเสียภาษีถูกกฎหมายเท่านั้น หากมีข้อเคลือบแคลงสงสัยก็จะไม่มีการรับมอบ ขณะเดียวกัน ก็ควรขึ้นบัญชีดำกับบริษัทที่มีประวัติการเสียภาษีไม่ถูกต้อง ทั้งการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี การแจ้งสำแดงเป็นเท็จ การฉ้อโกงภาษี เป็นต้น เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่โปร่งใสและยุติธรรม







