
ภัยร้ายแรนซัมแวร์พุ่ง
บริษัท เทรนด์ไมโคร ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ รายงานความคืบหน้า
โดย...เอ็ด คาเบรร่า หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย ระบบอินเทอร์เน็ตของบริษัท Trend Micro
บริษัท เทรนด์ไมโคร ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ รายงานความคืบหน้าด้านการรักษาความปลอดภัยประจำปี ในหัวข้อ “บทสรุปด้านความปลอดภัย ปี 2016 : ปีแห่งภัยคุกคามในระดับองค์กร” (“2016 Security Roundup : A Record Year for Enterprise Threats) พบว่า ปี 2559 เป็นปีแห่งการถูกคุกคามทางออนไลน์อย่างแท้จริง ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้มาถึงจุดสูงสุด ซึ่งมีทั้งการหลอกลวงด้วยแรนซัมแวร์ และการหลอกให้โอนเงินผ่านอีเมล หรือ Business Email Compromise (BEC) ที่เพิ่มขึ้นในหมู่อาชญากรไซเบอร์เพื่อข่มขู่องค์กร มีรายงานถึงการเพิ่มขึ้นของกลุ่มแรนซัมแวร์ตัวใหม่ๆ ถึง 752% ส่งผลให้เกิดการสูญเสียเป็นมูลค่าถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับผู้ประกอบการทั่วโลก
ทั้งนี้ เทรนด์ไมโคร และแซดดีไอ (ZDI) ยังได้พบช่องโหว่บนอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก เซิร์ฟเวอร์ หรือโปรแกรมที่ทำงานด้านเน็ตเวิร์กต่างๆ ถึง 765 ช่องโหว่ จากในจำนวนนี้ 678 ช่องโหว่ ถูกนำเข้าสู่ ZDI ผ่านโครงการนักล่าบั๊ก (Bug Bounty Program) จากนั้น ZDI ก็จะตรวจสอบและเปิดเผยปัญหาแก่ผู้ให้บริการที่ได้รับผลกระทบ เมื่อเปรียบเทียบกับช่องโหว่ที่พบในปี 2558 พบว่าบริษัท แอปเปิ้ล มีช่องโหว่เพิ่มขึ้น 145% ขณะที่ข้อบกพร่องของไมโครซอฟท์ลดลง 47% การใช้ประโยชน์จากชุดโปรแกรมเจาะช่องโหว่ (Exploit Kit) ที่มีช่องโหว่ทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ถูกโจมตีทันทีที่เข้าใช้งานเว็บไซต์ และอาจนำไปสู่การติดตั้งมัลแวร์หรือแรนซัมแวร์ ไปจนถึงการโจมตีรูปแบบอื่นๆ ลดลง 71%
อาชญากรไซเบอร์ย้ายเป้าหมายจากระดับบุคคลไปที่แหล่งเงินโดยตรง คือ กลุ่มธุรกิจตลอดปีที่ผ่านมาและไม่คิดว่าแนวโน้มนี้จะชะลอตัวลง การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความรู้แก่ธุรกิจในการนำเอากลยุทธ์เหล่านี้ไปใช้ เพื่อเตรียมตัวและป้องกันตนเองจากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น
การเติบโตของแรนซัมแวร์ที่อาจเรียกว่าเป็นมัลแวร์จะทำการเข้ารหัสหรือล็อกไฟล์ทุกชนิดให้ไม่สามารถเปิดไฟล์ใดๆ ได้เลย ซึ่งการถูกเข้ารหัสหมายความว่าต้องใช้คีย์ในการปลดล็อกเพื่อกู้ข้อมูลคืนมา ผู้ใช้งานจะต้องทำการจ่ายเงินตามข้อความ “เรียกค่าไถ่” ที่ปรากฏ โดยตลอดปีที่ผ่านมาแรนซัมแวร์โตขึ้นจาก 29 กลุ่ม เป็น 247 กลุ่ม และยังขูดรีดได้ถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ BEC Scam เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นเดียวกับแรนซัมแวร์ พิสูจน์ให้เห็นว่าอาชญากรไซเบอร์มีผลกำไรมหาศาลสำหรับการโจรกรรมบริษัทต่างๆ ทั่วโลก สูญเสียเป็นมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 1.4 แสนเหรียญสหรัฐ และการหลอกลวงเหล่านี้ได้อาศัยประสิทธิภาพของเทคนิคการโจมตีแบบวิศวกรรมสังคม (Social Engineering) ที่ผู้คุกคามมุ่งเป้าไปที่องค์กร
นอกจากนี้ ช่องโหว่ที่ถูกพบใน Adobe Acrobat Reader DC และ Web Access ของ Advantech ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วทั้งองค์กร ระบบ SCADA ตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ใช้ในการตรวจสอบสถานะตลอดจนถึงควบคุมการทำงานของระบบควบคุมในอุตสาหกรรมและงานวิศวกรรมต่างๆ
มัลแวร์ในแบงก์กิ้งโทรจันและมัลแวร์เอทีเอ็ม โดยใช้การอ่านข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทการ์ด บัตรเครดิต หรือบัตรเอทีเอ็ม ทำให้ผู้คุกคามเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล (PII) และข้อมูลที่เป็นความลับอื่นๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อเป็นข้อได้เปรียบในการสร้างเครือข่ายต่างๆ ภายในองค์กรได้
ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ผู้บุกรุกยังใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ไอโอทีที่มีการรักษาความปลอดภัยไม่ดีพอโจมตีแบบ DDoS (Distributed Denial of Service) เพื่อให้ระบบหยุดการทำงานจนไม่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทั้งระบบ) บนอุปกรณ์ประมาณ 1 แสนรายการ และทำให้เว็บไซต์ชื่อดัง เช่น Twitter Reddit และ Spotify ต้องทำงานแบบออฟไลน์ไปหลายชั่วโมง ส่วน Yahoo ได้เผชิญกับปัญหาการละเมิดข้อมูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ในเดือน ส.ค. 2556 ข้อมูลของผู้ใช้บัญชีกว่า 1,000 ล้านรายเสียหายแต่ไม่เป็นที่เปิดเผย และในเดือน ก.ย. 2559 ก็ถูกละเมิดอีกกว่า 500 ล้านบัญชี จนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดชอบเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน







