posttoday
Change เปลี่ยน

Change เปลี่ยน

13 เมษายน 2560

มีคำกล่าวว่า ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลงอนาคตด้วยตัวเอง วันหนึ่งในอนาคต คุณก็อาจจะถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงโดยคนอื่น

โดย...อธิกร ศรียาสวิน (ก้า อรินธรณ์) ผู้อำนวยการสถาบัน Academy of Business Creativity (ABC) ม.ศรีปทุม  นักการตลาดอินดี้ ที่ปรึกษาด้านครีเอทีฟแบรนดิ้ง

มีคำกล่าวว่า ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลงอนาคตด้วยตัวเอง

วันหนึ่งในอนาคต คุณก็อาจจะถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงโดยคนอื่น

ฟังดูอาจเป็นการใช้คำพูดสวยหรูเขียนขึ้นมาเพื่อโฆษณาให้คนในองค์กรทำใจยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าได้ลองอ่านเรื่องราวนี้แล้ว จะพบว่าการพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองนั้น มันให้ผลดีมากกว่าการถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงกว่าหลายเท่าทวีนัก

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เด็กชายนามว่า จอร์จ ฟิเดียส มิตเชล ถือกำเนิดขึ้นที่รัฐเทกซัส ในช่วงปี 1919 จอร์จในวัยเด็กเป็นลูกของผู้อพยพชาวกรีกซึ่งมีอาชีพขัดรองเท้าและเลี้ยงแกะ

แม้จะเป็นลูกของผู้อพยพ แต่เขาไม่ยอมอับจนกับชะตาชีวิต ขยันมุมานะ เรียนดีจนมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในบ่อน้ำมัน ตั้งแต่ยังหนุ่มจอร์จใช้เวลาว่างทำงานรับจ้างตัดเสื้อผ้าเพื่อส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญาในสาขาวิศวกรรมปิโตรเลียม และเริ่มต้นเข้าทำงานกับบริษัท สแตนดาร์ดออยล์แห่งอินเดียน่า

ในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาสมัครเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ ทำหน้าที่เป็นกองสนับสนุนการส่งกำลังเชื้อเพลิง หลังสงครามโลกเขากับเพื่อนๆ ได้รวมตัวกันก่อตั้งบริษัทขุดเจาะและสำรวจปิโตเลียม โดยรับเงินเดือนเริ่มต้นเดือนละ 300 เหรียญสหรัฐ โดยเขารับหน้าที่เขียนแผนงานการขุดเจาะ

ถึงแม้บริษัทเล็กจิ๋วจะไม่มีเงินซื้อรายงานการสำรวจทางธรณีวิทยาราคาแพง แต่ด้วยสายสัมพันธ์แบบบ้านๆ เขาใช้วิธีขอยืมรายงานสำรวจจากเพื่อนๆ ร่วมวงการที่ช่วยเหลือให้ยืมรายงานมาศึกษาในตอนกลางคืน และต้องส่งกลับคืนไปในตอนเช้า

จอร์จต้องนั่งอ่านรายงานนั้นตลอดทั้งคืนเพื่อเขียนแผนงานขุดเจาะ และพยายามนำเสนอกับนายทุน และก็ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม บริษัทของเขากลายเป็นบริษัทขุดเจาะน้องใหม่ที่ขุดเจอน้ำมันเป็นว่าเล่น จนทำให้บริษัทมีรายได้มั่นคง ขยายตัวจากพนักงานเริ่มต้น 3 คน จนมีพนักงานมากกว่า 2,000 คน ในช่วงปี 1980

ทว่า ในช่วงทศวรรษ 1970 นั้นเอง ขณะที่จอร์จมือทองกำลังรุ่งแรง ผู้บริหารดาวรุ่งในวัย 40 กว่าๆ ซึ่งมีฐานะมั่นคง แต่เขากลับมองไปไกล แลเห็นว่าวิกฤตพลังงานกำลังคืบคลานเข้ามา จากทรัพยากรน้ำมันดิบที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ และปัญหาวิกฤตพลังงานจากกลุ่มประเทศโอเปก ทำให้เขาคิดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันรูปแบบใหม่

ด้วยประสบการณ์เสาะหาน้ำมันหลายสิบปี เขาพบว่าในชั้นหินดินดานที่เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนขนาดเล็กและซากพืชสัตว์ ซึ่งมักเป็นหินต้นกำเนิดปิโตรเลียม ถือเป็นแหล่งกักเก็บที่มีความต่อเนื่องและมีการกระจายตัวอย่างกว้างขวางนั้น เขาพบว่าในรูพรุนของชั้นหินเหล่านี้จะมีก๊าซและน้ำมันมหาศาล 

เพียงแต่ว่าในเวลานั้นยังไม่มีเทคโนโลยีในการขุดเจาะที่คุ้มค่ากับการลงทุน

จอร์จไม่รอให้สถานการณ์บีบบังคับ เขาเริ่มต้นพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะ ที่ในเวลานั้นเสมือนว่าเป็นการทำงานของคนเสียสติ ล่วงหน้ากว่า 10 ปี ใช้เงินในการวิจัยไปมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นมูลค่างานวิจัยที่มีสูงมากๆ พอๆ กับมูลค่าของบริษัทของเขาทั้งหมดรวมกัน เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนทำงานวิจัยแบบทุบหม้อข้าวกันเลยทีเดียว

จอร์จทำงานคู่กับนักธรณีวิทยา แดน สจ๊วต บนความตั้งใจที่จะเปลี่ยนชั้นหินดินดานนี้ให้เป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงให้กับสหรัฐ

18 ปีของการทำงานค้นคว้าทดลอง 18 ปีที่ผ่านความล้มเหลวแบบนับครั้งไม่ถ้วน แต่จอร์จก็ค้นพบวิธีการขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน ด้วยการใช้วิธีการอัดน้ำและเคมีเข้าไปในชั้นหินเพื่อให้ชั้นหินแตกตัวออก จนสามารถดึงน้ำมันและก๊าซให้ไหลออกมาได้

นี่คือจุดกำเนิดของการค้นพบและพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะ Hydraulic Fracturing หรือ Fracking ซึ่งกระบวนการสำคัญคือการใช้แรงดันน้ำขนาดสูงผสมสารเคมีและทรายเพื่อฉีดลงไปในชั้นหินดินดานเพื่อทำให้หินร้าว ควบคู่กับการขุดเจาะไปในแนวราบเพื่อช่วยเพิ่มผิวสัมผัสของหลุมเจาะกับชั้นหินดินดาน (Shale) อันอุดมไปด้วยปิโตรเลียม

ในปี 2002 จอร์จในวัย 82 ปี ขายบริษัทและเทคโนโลยีการขุดเจาะไปให้กับ เดวอน เอเนอร์จี ในราคา 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เดวอนเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการขุดเจาะแนวราบ ได้พัฒนากระบวนการขุดทำให้ได้ปริมาณการผลิตน้ำมันมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในการขุดเจาะคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

นี่คือจุดกำเนิดของการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน ซึ่งมีอยู่ปริมาณมากมาย ทั้งในรัฐเทกซัส โอคลาโฮมา ลุยเซียนา นอร์ทดาโกตา บริติชโคลัมเบีย แอลเบอร์ตา เพนซิลเวเนีย โอไฮโอ เวสต์เวอร์จิเนีย ไล่ไปจนถึงนิวยอร์ก คำนวณแล้วจะทำให้อเมริกามีความมั่นคงทางพลังงานไปอีกนับร้อยปี

และในปี 2013 จอร์จกลายเป็นชายวัย 94 ปี ที่มีสินทรัพย์กว่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และเขาบริจาคเงินกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับมหาวิทยาลัยเทกซัส และเขียนบริจาคสินทรัพย์ครึ่งหนึ่งให้กับการกุศล

จุดกำเนิดของเทคโนโลยีนี้ต่อยอดให้สหรัฐกลายเป็นผู้นำด้านพลังงานของโลก ในรูปแบบของ Shale Oil และ Shale Gas

นี่คือผลงานของคนที่ไม่ยอมรีรอให้คนอื่นมากดดันให้ตัวเองต้องเปลี่ยนแปลง

เขากล้าออกเดินไปในเส้นทางการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เป็นการก้าวเดินออกจากคอมฟอร์ตโซน ที่ต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างยาวนานถึง 18 ปี เพื่อถูกจารึกไว้ว่าเป็นหนึ่งในผู้พลิกเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงานโลก

ด้วยความกล้าแท้ๆ 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ